ญาณกถา
สังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย และ โคตรภูญาณโคตรภูญาณgotrabhūñāṇaปัญญาหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อระหว่างปุถุชนกับพระอริยบุคคล ก้าวข้ามจากโคตรปุถุชนสู่อริยโคตร
[๑๒๑] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทาง แลวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปทุกข์ สังขารนิมิตเป็นทุกข์ ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสียแต่ละอย่างๆ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นภัย เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสียแต่ละอย่างๆ ฯ
[๑๒๒] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทาง และวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นมีอามิสอามิสāmisaสิ่งล่อใจ, สิ่งของเครื่องล่อ, กิเลสหรือผลแห่งวัฏฏะที่เป็นเครื่องล่อ ความเป็นไปมีอามิสอามิสāmisaสิ่งล่อใจ, สิ่งของเครื่องล่อ, กิเลสหรือผลแห่งวัฏฏะที่เป็นเครื่องล่อ ฯลฯ ความคับแค้นใจมีอามิสอามิสāmisaสิ่งล่อใจ, สิ่งของเครื่องล่อ, กิเลสหรือผลแห่งวัฏฏะที่เป็นเครื่องล่อ ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความเป็นไปเป็นสังขาร ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสียแต่ละอย่างๆ ฯ
[๑๒๓] ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย แม้ธรรม ๒ ประการนี้ คือ สังขารและอุเบกขาก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ความเป็นไปเป็นสังขาร ฯลฯ นิมิตเป็นสังขาร กรรมเครื่องประมวลมาเป็นสังขาร ปฏิสนธิเป็นสังขาร คติเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขาร ความอุบัติเป็นสังขาร ชาติเป็นสังขาร ชราเป็นสังขาร พยาธิเป็นสังขาร มรณะเป็นสังขาร ความโศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย แม้ธรรม ๒ ประการ คือ สังขารและอุเบกขา ก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ฯ
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา
[๑๒๔] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๘ ฯ
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรค ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรค ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ ฯ
[๑๒๕] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ เป็นไฉน ฯ
- ปุถุชนย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑
- ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ นี้ ฯ
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรค ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ เป็นไฉน ฯ
- พระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑
- ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑
- พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล ๑
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรค ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้ ฯ
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ เป็นไฉน ฯ
- ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑
- พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล ๑
- วางเฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติsuññatavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันว่างเปล่าจากกิเลสและความยึดถือ อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติอนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติanimittavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีนิมิตเครื่องหมายแห่งสังขารทั้งปวง หรืออัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติอัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติappaṇihitavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีที่ตั้งแห่งตัณหาหรือความปรารถนา ๑
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้ ฯ
[๑๒๖] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรค เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ฯ
ปุถุชนยินดีสังขารุเปกขา มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา มีอันตรายแห่งปฏิเวธ มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป แม้พระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคยินดีสังขารุเปกขา ก็มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา มีอันตรายแห่งปฏิเวธในมรรคชั้นสูง มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรค เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งความยินดีอย่างนี้ ฯ
[๑๒๗] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ฯ
ปุถุชนย่อมพิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้พระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้ท่านผู้ปราศจากราคะ ก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งการพิจารณาอย่างนี้ ฯ
[๑๒๘] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
สังขารุเปกขาของปุถุชนเป็นกุศล แม้ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคก็เป็นกุศล แต่ของท่านผู้ปราศจากราคะเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพเป็นกุศลและอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิตอย่างนี้ ฯ
[๑๒๙] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
สังขารุเปกขาของปุถุชน ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย (ในเวลาเจริญวิปัสสนา) ไม่ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย แม้สังขารุเปกขาของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรค ก็ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย สังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ปรากฏดีโดยส่วนเดียว การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ปรากฏและโดยสภาพที่ไม่ปรากฏอย่างนี้ ฯ
[๑๓๐] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
ปุถุชนย่อมพิจารณา เพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา แม้พระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคก็พิจารณาเพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา ส่วนท่านผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณาเพราะเป็นผู้เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ยังไม่เสร็จกิจและโดยสภาพที่เสร็จกิจแล้วอย่างนี้ ฯ
[๑๓๑] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
ปุถุชนย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อจะละสังโยชน์ ๓ เพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรค พระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อต้องการได้มรรคชั้นสูงขึ้นไป เพราะเป็นผู้ละสังโยชน์ ๓ ได้แล้ว ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขา เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะเป็นผู้ละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ละกิเลสได้แล้วและโดยสภาพที่ยังละกิเลสไม่ได้อย่างนี้ ฯ
[๑๓๒] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
พระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคยังยินดีสังขารุเปกขาบ้าง ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาบ้าง พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผลบ้าง ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาบ้าง พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผลบ้าง วางเฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติsuññatavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันว่างเปล่าจากกิเลสและความยึดถือ อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติอนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติanimittavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีนิมิตเครื่องหมายแห่งสังขารทั้งปวง หรืออัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติอัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติappaṇihitavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีที่ตั้งแห่งตัณหาหรือความปรารถนา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรคและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพแห่งวิหารสมาบัติอย่างนี้ ฯ
สังขารุเปกขาในอำนาจสมถะและวิปัสสนา
[๑๓๓] สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
สังขารุเปกขา ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขา ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
สังขารุเปกขา ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ
- ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยนิวรณ์ เพื่อต้องการได้ปฐมฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
- ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิตกวิจาร เพื่อต้องการได้ทุติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
- ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยปีติ เพื่อต้องการได้ตติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
- ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยสุขและทุกข์ เพื่อต้องการได้จตุตถฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
- ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา (และ) นานัตตสัญญา เพื่อต้องการได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
- ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยอากาสานัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
- ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิญญาณัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
- ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยอากิญจัญญายตนสัญญา เพื่อต้องการได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑
สังขารุเปกขา ๘ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ ฯ
[๑๓๔] สังขารุเปกขา ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ... เพื่อต้องการได้โสดาปัตติผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ... เพื่อต้องการได้สกทาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ... เพื่อต้องการได้สกทาคามิผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ... เพื่อต้องการได้อนาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ... เพื่อต้องการได้อนาคามิผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ... เพื่อต้องการได้อรหัตมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ... เพื่อต้องการได้อรหัตผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ... เพื่อต้องการสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติsuññatavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันว่างเปล่าจากกิเลสและความยึดถือ สังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการได้อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติอนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติanimittavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีนิมิตเครื่องหมายแห่งสังขารทั้งปวง เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ สังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
[๑๓๕] สังขารุเปกขาเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิตเท่าไร สังขารุเปกขาเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต ๓ เป็นอกุศลไม่มี ฯ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย เป็นโคจรภูมิของสมาธิจิต ๘ เป็นโคจรภูมิของปุถุชน ๒ เป็นโคจรภูมิของพระเสขะพระเสขะsekhaพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา คือ ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรคขึ้นไปจนถึงอรหัตมรรค ๓ เป็นเครื่องให้จิตของท่านผู้ปราศจากราคะหลีกไป ๓ เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ ๘ เป็นโคจรแห่งภูมิแห่งญาณ ๑๐ สังขารุเปกขา ๘ เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ อาการ ๑๘ นี้ พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจรผู้ฉลาดในสังขารุเปกขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ ฉะนี้แล ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉย เป็นสังขารุเปกขาญาณสังขารุเปกขาญาณsaṅkhārupekkhāñāṇaปัญญาเครื่องวางเฉยในสังขารทั้งหลายด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ฯ
โคตรภูญาณโคตรภูญาณgotrabhūñāṇaปัญญาหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อระหว่างปุถุชนกับพระอริยบุคคล ก้าวข้ามจากโคตรปุถุชนสู่อริยโคตร
[๑๓๖] ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอกเป็นโคตรภูญาณโคตรภูญาณgotrabhūñāṇaปัญญาหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อระหว่างปุถุชนกับพระอริยบุคคล ก้าวข้ามจากโคตรปุถุชนสู่อริยโคตรอย่างไร ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าครอบงำความเกิดขึ้น ครอบงำความเป็นไป ครอบงำนิมิต ครอบงำกรรมเครื่องประมวลมา ครอบงำปฏิสนธิ ครอบงำคติ ครอบงำความบังเกิด ครอบงำอุบัติ ครอบงำชาติ ครอบงำชรา ครอบงำพยาธิ ครอบงำมรณะ ครอบงำความเศร้าโศก ครอบงำความรำพัน ครอบงำความคับแค้นใจ ครอบงำสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ครอบงำความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ ครอบงำสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ฯ
[๑๓๗] ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไป ... ออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า หลีกออกจากความเกิดขึ้น หลีกออกจากความเป็นไป ฯลฯ หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า หลีกออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ฯ
[๑๓๘] โคตรภูธรรมเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตรภูธรรมเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา โคตรภูธรรม ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตรภูธรรม ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ
[๑๓๙] โคตรภูธรรม ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ ฯ
- ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำนิวรณ์เพื่อได้ปฐมฌาน ๑
- ครอบงำวิตกและวิจารเพื่อได้ทุติยฌาน ๑
- ครอบงำปีติเพื่อได้ตติยฌาน ๑
- ครอบงำสุขและทุกข์เพื่อได้จตุตถฌาน ๑
- ครอบงำ รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา เพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ๑
- ครอบงำอากาสานัญจายตนสัญญาเพื่อได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ๑
- ครอบงำวิญญาณัญจายตนสัญญาเพื่อได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ๑
- ครอบงำอากิญจัญญายตนสัญญาเพื่อได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑
โคตรภูธรรม ๘ นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ ฯ
[๑๔๐] โคตรภูธรรม ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ
- ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้โสดาปัตติมรรค ๑
- ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อโสดาปัตติผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล ๑
- ฯลฯ เพื่อได้สกทาคามิมรรค ๑
- เพื่อสกทาคามิผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล ๑
- เพื่อได้อนาคามิมรรค ๑
- เพื่ออนาคามิผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล ๑
- ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้อรหัตมรรค ๑
- ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่ออรหัตผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล ๑
- เพื่อสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติsuññatavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันว่างเปล่าจากกิเลสและความยึดถือ ๑
- และเพื่อสมาบัติ ๑
โคตรภูธรรม ๑๐ นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ
