มหาวรรค ญาณกถา
อาสวักขยญาณขยญาณkhayañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปของกิเลสและอาสวะทั้งหลายอาสวักขยญาณขยญาณkhayañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปของกิเลสและอาสวะทั้งหลายĀsavakkhaya-ñāṇaปัญญาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลสทั้งหลาย (ต่อ)
[๒๖๑] ในขณะสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะสกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะอนาคามิผล ฯลฯ
ในขณะอรหัตตมรรค อัญญินทรีย์อัญญินทรีย์Aññindriyaอินทรีย์แห่งความรู้ทั่วถึง (ปัญญาในฐานะพระอริยบุคคลชั้นผล ๓ มรรคเบื้องบน ๓)มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร ฯลฯ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นอธิบดีในความสืบต่อที่กำลังเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตตมรรค นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทั้งหมดนั่นแลเป็นกุศลล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะอรหัตตมรรค อัญญินทรีย์อัญญินทรีย์Aññindriyaอินทรีย์แห่งความรู้ทั่วถึง (ปัญญาในฐานะพระอริยบุคคลชั้นผล ๓ มรรคเบื้องบน ๓)มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ... ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอัญญินทรีย์อัญญินทรีย์Aññindriyaอินทรีย์แห่งความรู้ทั่วถึง (ปัญญาในฐานะพระอริยบุคคลชั้นผล ๓ มรรคเบื้องบน ๓)นั้น ฯ
[๒๖๒] ในขณะอรหัตตผล อัญญาตาวินทรีย์อัญญาตาวินทรีย์Aññātāvindriyaอินทรีย์ของผู้รู้ทั่วถึงเสร็จสิ้นแล้ว (ปัญญาในอรหัตตผล)มีสัทธินทรีย์ ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วิริยินทรีย์มีการประคองไว้เป็นบริวาร สตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดีเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นอธิบดีในการสืบต่อที่กำลังเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตตผล ทั้งหมดนั่นแลเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิตนอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะอรหัตตผล อัญญาตาวินทรีย์อัญญาตาวินทรีย์Aññātāvindriyaอินทรีย์ของผู้รู้ทั่วถึงเสร็จสิ้นแล้ว (ปัญญาในอรหัตตผล)มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่น ๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกัน ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอัญญาตาวินทรีย์อัญญาตาวินทรีย์Aññātāvindriyaอินทรีย์ของผู้รู้ทั่วถึงเสร็จสิ้นแล้ว (ปัญญาในอรหัตตผล)นั้น อินทรีย์ ๘ หมวดเหล่านี้ รวมเป็นอาการ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้ ฯ
[๒๖๓] คำว่า อาสวะ ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ
อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน
- ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปเพราะโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรคนี้
- กามาสวะส่วนหยาบ ๆ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้
- กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้
- ภวาสวะ อวิชชาสวะทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัตตมรรคนี้ ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณขยญาณkhayañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปของกิเลสและอาสวะทั้งหลายอาสวักขยญาณขยญาณkhayañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปของกิเลสและอาสวะทั้งหลายĀsavakkhaya-ñāṇaปัญญาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลสทั้งหลาย ฯ
ญาณในอริยสัจ ๔
[๒๖๔] ปัญญาในความกำหนดรู้ เป็นทุกขญาณ ปัญญาในความละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในความทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในความเจริญ เป็นมรรคญาณมรรคญาณmaggañāṇaปัญญาในอริยมรรคที่ทำหน้าที่ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน อย่างไร ฯ
สภาพบีบคั้น สภาพเดือดร้อน สภาพปัจจัยปรุงแต่ง สภาพแปรปรวน สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาพที่ประมวลมา สภาพเป็นเหตุ สภาพที่เกี่ยวข้อง สภาพพัวพัน สภาพที่ควรละแห่งสมุทัย สภาพที่สลัดออก สภาพที่สงัด สภาพอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาพเป็นอมตะ สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งนิโรธ สภาพที่นำออก สภาพที่เป็นเหตุ สภาพที่เห็น สภาพที่เป็นอธิบดี สภาพที่ควรเจริญแห่งมรรค ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความกำหนด เป็นทุกขญาณ ปัญญาในความละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในความทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในความเจริญเป็นมรรคญาณมรรคญาณmaggañāṇaปัญญาในอริยมรรคที่ทำหน้าที่ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ฯ
[๒๖๕] ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ อย่างไร ญาณของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็นทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ฯ
[๒๖๖] ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณเป็นไฉน ฯ
ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความสอดส่องธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความแจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณา ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญาอันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาดังปะฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาดังศาตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฐิที่ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขญาณ ฯ
[๒๖๗] ฯลฯ ปรารภทุกขสมุทัย ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธ ฯลฯ ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฐิ ที่ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ฯ
ปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบ ๔
[๒๖๘] อรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย อย่างไร ฯ
ญาณในอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา ญาณในธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทา ญาณในนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา ญาณในปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย
ปัญญาในความกำหนดอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความกำหนดธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความกำหนดนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในความกำหนดปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย
ปัญญาในความหมายอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความหมายธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความหมายนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในความหมายปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย
ปัญญาในความเข้าไปหมายอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความเข้าไปหมายธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความเข้าไปหมายนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในความเข้าไปหมายปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย
ปัญญาในประเภทแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในประเภทแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในประเภทแห่งนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในประเภทแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย
ปัญญาในความปรากฏแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความปรากฏแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความปรากฏแห่งนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในความปรากฏแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย
ปัญญาในความกระจ่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความกระจ่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความกระจ่างแห่งนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในความกระจ่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย
ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย
ปัญญาในความประกาศอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความประกาศธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความประกาศนิรุกติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปัญญาในความประกาศปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบniruttipaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในภาษาและคำพูดสื่อสาร ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย ฯ
อินทรียปโรปริยัตตญาณอินทรียปโรปริยัตตญาณindriyaparopariyattañāṇaพระญาณหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย
[๒๖๙] อินทรียปโรปริยัตตญาณอินทรียปโรปริยัตตญาณindriyaparopariyattañāṇaพระญาณหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ
ในอินทรียปโรปริยัตตญาณอินทรียปโรปริยัตตญาณindriyaparopariyattañāṇaพระญาณหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนี้ พระตถาคตย่อมทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่ว พึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย พึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ
[๒๗๐] คำว่า มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ บุคคลผู้ปรารภความเพียร เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้เกียจคร้าน เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีสติตั้งมั่น เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีสติหลงลืม เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นเป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ฯ
[๒๗๑] คำว่า มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเป็นคนมีอินทรีย์อ่อน ... บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมีอินทรีย์อ่อน ฯ
[๒๗๒] คำว่า มีอาการดี มีอาการชั่ว ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีอาการดี บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีอาการชั่ว ... บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีอาการดี บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมีอาการชั่ว ฯ
[๒๗๓] คำว่า พึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย พึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก ฯ
[๒๗๔] คำว่า บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ
[๒๗๕] ชื่อว่าโลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกคือภพวิบัติ โลกคือสมภพวิบัติ โลกคือภพสมบัติ โลกคือสมภพสมบัติ โลก ๑ คือสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร โลก ๒ คือ นามและรูป โลก ๓ คือเวทนา ๓ โลก ๔ คืออาหาร ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖ โลก ๗ คือ ภูมิเป็นที่ตั้งวิญญาณ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือ ภพเป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์ ๙ โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘ ฯ
[๒๗๖] ชื่อว่าโทษ คือ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นโทษ ความสำคัญในโลกนี้และโทษนี้ว่าเป็นภัยอันแรงกล้า ปรากฏแล้วด้วยประการดังนี้ เหมือนความสำคัญในศัตรูผู้เงื้อดาบเข้ามาจะฆ่าฉะนั้น พระตถาคตย่อมทรงรู้ ทรงเห็น ทรงทราบชัด ทรงแทงตลอดซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ นี้ นี้เป็นอินทรียปโรปริยัตตญาณอินทรียปโรปริยัตตญาณindriyaparopariyattañāṇaพระญาณหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายของพระตถาคต ฯ
อาสยานุสยญาณอาสยานุสยญาณāsayānusayañāṇaพระญาณหยั่งรู้อัธยาศัยความโน้มเอียงและกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์
[๒๗๗] ญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องแห่งสัตว์ทั้งหลาย ของพระตถาคต เป็นไฉน ฯ
ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทราบฉันทะเป็นที่มานอน กิเลสอันนอนเนื่อง จริต อธิมุติอธิมุติadhimuttiอัธยาศัย ความน้อมใจเชื่อ หรือความโน้มเอียงแห่งจิตใจ ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบชัดภัพพสัตว์ภัพพสัตว์bhabbasattaผู้พร้อมหรือสามารถบรรลุธรรมได้ เป็นผู้มีศรัทธา ฉันทะ และปัญญา ไม่มีเครื่องกั้นขวางและอภัพพสัตว์ภัพพสัตว์bhabbasattaผู้พร้อมหรือสามารถบรรลุธรรมได้ เป็นผู้มีศรัทธา ฉันทะ และปัญญา ไม่มีเครื่องกั้นขวางอภัพพสัตว์ภัพพสัตว์bhabbasattaผู้พร้อมหรือสามารถบรรลุธรรมได้ เป็นผู้มีศรัทธา ฉันทะ และปัญญา ไม่มีเครื่องกั้นขวางabhabbasattaผู้ไม่ควรหรือไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินั้น เนื่องจากมีกิเลส กรรม หรือวิบากขวางกั้น ฯ
[๒๗๘] ก็ฉันทะเป็นที่มานอนของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ฯ
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฐิในภพก็มี อาศัยทิฐิในความปราศจากภพก็มี ดังนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้าง ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง บุคคลไม่ข้องแวะส่วนที่สุดทั้งสองนี้เสียแล้ว เป็นอันได้ขันติอันสมควร ในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกันคือ ความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯ
อนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม ด้วยยถาภูตญาณ คือ ทรงทราบบุคคลผู้เสพกามว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม มีกามเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในกาม ทรงทราบบุคคลผู้เสพเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช มีเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช ทรงทราบบุคคลผู้เสพพยาบาทว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในพยาบาท มีพยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในพยาบาท ทรงทราบบุคคลผู้เสพความไม่พยาบาทว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในความไม่พยาบาท มีความไม่พยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในความไม่พยาบาท ทรงทราบบุคคลผู้เสพถีนมิทธะว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในถีนมิทธะ มีถีนมิทธะเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในถีนมิทธะ ทรงทราบบุคคลผู้เสพอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ มีอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ ฯ
[๒๗๙] ก็กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ฯ
กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กามราคานุสัยของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อันเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ปฏิฆานุสัยของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อันไม่เป็นที่รักที่ยินดีในโลก อวิชชาตกไปตามในธรรมสองประการนี้ ดังนี้ มานะ ทิฐิ และวิจิกิจฉา ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น ก็พึงเห็นดังนั้น นี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ฯ
[๒๘๐] ก็จริตของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ปุญญาภิสังขารปุญญาภิสังขารpuññābhisaṅkhāraสภาพปรุงแต่งฝ่ายกุศล หรือกุศลเจตนาที่เป็นไปในกามาวจรและรูปาวจร อปุญญาภิสังขารปุญญาภิสังขารpuññābhisaṅkhāraสภาพปรุงแต่งฝ่ายกุศล หรือกุศลเจตนาที่เป็นไปในกามาวจรและรูปาวจร อเนญชาภิสังขาร เป็นภูมิน้อยก็ตาม เป็นภูมิมากก็ตาม นี้เป็นจริตของสัตว์ทั้งหลาย ฯ
