สารบัญ › เล่ม 31 › พระสุตตันตปิฎก › ขุททกนิกาย › ปฏิสัมภิทามรรค › มหาวรรค

อานาปานกถา (ต่อ)

เล่ม 31 · หน้า 22 · v31-p022

อานาปานกถา (ต่อ)

อรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลส: เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

[๓๘๑] อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลส

ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขา เป็นท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุด แห่งอรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลส

ความหมดจดแห่งปฏิปทา เป็นเบื้องต้นแห่งอรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลส ลักษณะแห่งเบื้องต้นเท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการ คือ

  1. จิตหมดจดจากอันตรายแห่งเบื้องต้นนั้น
  2. จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตสมถนิมิตsamathanimittaนิมิตหรือเครื่องหมายแห่งความสงบระงับของจิตในสมาธิอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตหมดจด
  3. จิตแล่นไปในสมถนิมิตสมถนิมิตsamathanimittaนิมิตหรือเครื่องหมายแห่งความสงบระงับของจิตในสมาธินั้นเพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว

จิตหมดจดจากอันตราย ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตสมถนิมิตsamathanimittaนิมิตหรือเครื่องหมายแห่งความสงบระงับของจิตในสมาธิอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตหมดจด ๑ จิตแล่นไปในสมถนิมิตสมถนิมิตsamathanimittaนิมิตหรือเครื่องหมายแห่งความสงบระงับของจิตในสมาธินั้น เพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว ๑ ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่งอรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลส ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลสเป็นธรรมมีความงามในเบื้องต้น และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ฯ

[๓๘๒] ความพอกพูนอุเบกขา เป็นท่ามกลางแห่งอรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลส ลักษณะแห่งท่ามกลางเท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งท่ามกลาง ๔ คือ

  1. จิตหมดจดวางเฉยอยู่
  2. จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉยอยู่
  3. จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่

จิตหมดจดวางเฉยอยู่ ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉยอยู่ ๑ จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลสเป็นธรรมมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ฯ

[๓๘๓] ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลส ลักษณะแห่งที่สุดเท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งที่สุด ๔ คือ

  1. ความร่าเริงด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในอรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลสนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑
  2. ความร่าเริงด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑
  3. ความร่าเริงด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑
  4. ความร่าเริงด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑

ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลส ลักษณะแห่งที่สุด ๔ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรคอรหัตมรรคArahattamaggaทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ มรรคจิตขั้นสูงสุดในการตัดกิเลสเป็นธรรมมีความงามในที่สุดและถึงพร้อมด้วยลักษณะ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข การอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และพร้อมด้วยปัญญา ฯ นิมิต ลมอัสสาสปัสสาสะอัสสาสปัสสาสะassāsapassāsaลมหายใจเข้าและลมหายใจออก (ในพระอภิธรรม/ปฏิสัมภิทามักจัดอัสสาสะเป็นลมหายใจออก และปัสสาสะเป็นลมหายใจเข้า หรือสลับกันตามพระสูตร) ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เพราะไม่รู้ธรรม ๓ ประการ จึงไม่ได้ภาวนา นิมิตลมอัสสาสปัสสาสะอัสสาสปัสสาสะassāsapassāsaลมหายใจเข้าและลมหายใจออก (ในพระอภิธรรม/ปฏิสัมภิทามักจัดอัสสาสะเป็นลมหายใจออก และปัสสาสะเป็นลมหายใจเข้า หรือสลับกันตามพระสูตร) ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เพราะรู้ธรรม ๓ ประการ จึงจะได้ภาวนา ฉะนี้แล ฯ

อุปมาบุรุษเลื่อยไม้กับการกำหนดสติในอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก

[๓๘๔] ธรรม ๓ ประการนี้ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เป็นธรรมไม่ปรากฏ จิตไม่ถึงความฟุ้งซ่าน จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุผลวิเศษอย่างไร ฯ

เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้ ณ ภาคพื้นที่เรียบ บุรุษเอาเลื่อยเลื่อยต้นไม้นั้น สติของบุรุษย่อมเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งฟันเลื่อยซึ่งถูกที่ต้นไม้ บุรุษนั้นไม่ได้ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป ฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไปไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุผลวิเศษ

ความเนื่องกันเป็นนิมิต เหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้ ณ ภาคพื้นที่เรียบ ลมอัสสาสปัสสาสะอัสสาสปัสสาสะassāsapassāsaลมหายใจเข้าและลมหายใจออก (ในพระอภิธรรม/ปฏิสัมภิทามักจัดอัสสาสะเป็นลมหายใจออก และปัสสาสะเป็นลมหายใจเข้า หรือสลับกันตามพระสูตร) เหมือนฟันเลื่อย ภิกษุนั่งตั้งสติไว้มั่นที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปาก ไม่ได้ใส่ใจถึงลมอัสสาสปัสสาสะอัสสาสปัสสาสะassāsapassāsaลมหายใจเข้าและลมหายใจออก (ในพระอภิธรรม/ปฏิสัมภิทามักจัดอัสสาสะเป็นลมหายใจออก และปัสสาสะเป็นลมหายใจเข้า หรือสลับกันตามพระสูตร)ออกหรือเข้า ลมอัสสาสปัสสาสะอัสสาสปัสสาสะassāsapassāsaลมหายใจเข้าและลมหายใจออก (ในพระอภิธรรม/ปฏิสัมภิทามักจัดอัสสาสะเป็นลมหายใจออก และปัสสาสะเป็นลมหายใจเข้า หรือสลับกันตามพระสูตร)ออกหรือเข้าจะไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ เหมือนบุรุษตั้งสติไว้ด้วยสามารถฟันเลื่อยอันถูกที่ต้นไม้ เขาไม่ได้ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป ฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไปจะไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ ฉะนั้น ฯ

[๓๘๕] ประธานเป็นไฉน แม้กาย แม้จิตของภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมควรแก่การงาน นี้เป็นประธาน ประโยคเป็นไฉน ภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมละอุปกิเลสอุปกิเลสupakkilesaธรรมเครื่องเศร้าหมอง เครื่องทำจิตให้มัวหมองและเป็นอุปสรรคต่อสมาธิได้ วิตกย่อมสงบไป นี้เป็นประโยค ผลวิเศษเป็นไฉน ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละสังโยชน์สังโยชน์Saṃyojanaกิเลสอันผูกมัดสัตว์ไว้กับภพและวัฏสงสาร มี ๑๐ ประการได้ อนุสัยอนุสัยอนุสยกิเลสที่นอนเนื่อง หมักหมมอยู่ในขันธสันดาน ละได้เด็ดขาดด้วยอริยมรรคย่อมถึงความพินาศไป นี้เป็นผลวิเศษ

ก็ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียวอย่างนี้ และธรรม ๓ ประการนี้ไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตไม่ถึงความฟุ้งซ่าน ปรากฏเป็นประธาน ยังประโยคให้สำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ ฯ

อรรถาธิบายบทคาถาการเจริญอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก

[๓๘๖] ภิกษุใด เจริญอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกให้บริบูรณ์ดีแล้ว อบรมแล้ว ตามลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ภิกษุนั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น ฯ

ลมอัสสาสะชื่อว่าอานะ ไม่ใช่ลมปัสสาสะ ลมปัสสาสะชื่ออปานะ ไม่ใช่ลมอัสสาสะ สติเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสามารถลมอัสสาสปัสสาสะอัสสาสปัสสาสะassāsapassāsaลมหายใจเข้าและลมหายใจออก (ในพระอภิธรรม/ปฏิสัมภิทามักจัดอัสสาสะเป็นลมหายใจออก และปัสสาสะเป็นลมหายใจเข้า หรือสลับกันตามพระสูตร) ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้หายใจออกและผู้หายใจเข้า ฯ

คำว่า ปริปุณฺณา ความว่า บริบูรณ์ ด้วยอรรถว่า ถือเอารอบ ด้วยอรรถว่ารวมไว้ ด้วยอรรถว่าเต็มรอบ ฯ

ภาวนา ในคำว่า สุภาวิตา มี ๔ คือ

  1. ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑
  2. ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑
  3. ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑
  4. ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑

อรรถแห่งภาวนา ๔ ประการนี้ เป็นอรรถอันภิกษุนั้นทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง น้อมไป อบรมแล้ว ปรารภเสมอดีแล้ว ฯ

คำว่า ยานีกตายานีกตาYānīkatāทำให้เป็นดั่งยาน คือชำนิชำนาญ คล่องแคล่ว พร้อมใช้งานเป็นเครื่องนำไปสู่อารมณ์ ความว่า ภิกษุนั้นจำนงหวังในธรรมใดๆ ย่อมเป็นผู้ถึงความชำนาญ ถึงกำลัง ถึงความแกล้วกล้า ในธรรมนั้นๆ ธรรมเหล่านั้นของภิกษุนั้น เป็นธรรมเนื่องด้วยความคำนึง เนื่องด้วยความหวัง เนื่องด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทำให้เป็นดังยาน ฯ

คำว่า วตฺถุกตาวตฺถุกตาVatthukatāทำให้เป็นที่ตั้ง คือทำให้เป็นหลักฐานมั่นคง เป็นรากฐานของจิต ความว่า จิตย่อมมั่นคงดีในวัตถุใดๆ สติย่อมปรากฏดีในวัตถุนั้นๆ ก็หรือว่าสติย่อมปรากฏดีในวัตถุใดๆ จิตย่อมมั่นคงดีในวัตถุนั้นๆ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าทำให้เป็นที่ตั้ง ฯ

คำว่า อนุฏฺฐิตาอนุฏฺฐิตาAnuṭṭhitāน้อมไป คอยกำกับ หมุนตามคุมจิตและสติให้ดำเนินไปด้วยกัน ความว่า จิตน้อมไปด้วยอาการใดๆ สติก็หมุนไปตาม (คุมอยู่) ด้วยอาการนั้นๆ ก็หรือว่าสติหมุนไปด้วยอาการใดๆ จิตก็น้อมไปด้วยอาการนั้นๆ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า น้อมไป ฯ

คำว่า ปริจิตา ความว่า อบรม ด้วยอรรถว่าถือเอารอบ ด้วยอรรถว่ารวมไว้ ด้วยอรรถว่าเต็มรอบ ภิกษุกำหนดถือเอาด้วยสติ ย่อมชำนะอกุศลธรรมอันลามกได้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อบรม ฯ

คำว่า สุสมารทฺธา ความว่า ธรรม ๔ อย่างภิกษุปรารภดีแล้ว คือ ปรารภดีด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ เพราะเพิกถอนกิเลสทั้งหลายซึ่งเป็นข้าศึกแก่ธรรมนั้น ๑ ฯ

คำว่า สุสม ความว่า ความเสมอก็มี ความเสมอดีก็มี ความเสมอเป็นไฉน กุศลทั้งหลายอันไม่มีโทษ เกิดในธรรมนั้นเป็นฝักใฝ่แห่งความตรัสรู้ นี้เป็นความเสมอ ความเสมอดีเป็นไฉน ความดับอารมณ์แห่งธรรมเหล่านั้นเป็นนิพพาน นี้เป็นความเสมอดี ก็ความเสมอและความเสมอดีนี้ดังนี้ ภิกษุนั้นรู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ความเพียรภิกษุนั้นปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่น ไม่หลงลืม กายสงบปรารภแล้ว จิตเป็นสมาธิมีอารมณ์เดียว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปรารภแล้วเสมอดี ฯ

คำว่า อนุปุพฺพํ ปริจิตา ความว่า ภิกษุนั้นอบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ก็อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ก็อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ก็อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างหลังๆ ตามลำดับ ฯลฯ อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างต้นๆ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ก็อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างต้นๆ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ก็อบรมอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกข้างหลังๆ ตามลำดับ อานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกมีวัตถุ ๑๖ แม้ทั้งปวงอาศัยกันภิกษุนั้นอบรมแล้ว และอบรมตามลำดับแล้ว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวอบรมแล้วตามลำดับ ฯ

คำว่า ยถา ความว่า อรรถแห่งยถาศัพท์มี ๑๐ คือ ความฝึกตน ๑ ความสงบตน ๑ ความยังตนให้ปรินิพพาน ๑ ความรู้ยิ่ง ๑ ความกำหนดรู้ ๑ ความละ ๑ ความเจริญ ๑ ความทำให้แจ้ง ๑ ความตรัสรู้สัจจะ ๑ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธนิโรธnirodhaความดับสนิทแห่งทุกข์และกิเลส หรือความดับไปแห่งธรรมทั้งปวง ๑ ฯ

คำว่า พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดเป็นสยัมภูสยัมภูSayambhūผู้รู้แจ้งเองโดยไม่มีครูอาจารย์ หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้สดับมาแต่กาลก่อน ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้นและทรงถึงความเป็นผู้มีความชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย ฯ

คำว่า พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าพุทธะเพราะอรรถว่ากระไร ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าพุทธะ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ทรงสอนให้หมู่สัตว์ตรัสรู้ เพราะความเป็นพระสัพพัญญู เพราะความที่พระองค์ทรงเห็นธรรมทั้งปวง เพราะความที่พระองค์มีเนยยบทไม่เป็นอย่างอื่น เพราะความเป็นผู้มีพระสติไพบูลย์ เพราะนับว่าพระองค์สิ้นอาสวะ เพราะนับว่าพระองค์ไม่มีอุปกิเลสอุปกิเลสupakkilesaธรรมเครื่องเศร้าหมอง เครื่องทำจิตให้มัวหมองและเป็นอุปสรรคต่อสมาธิ เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า พระองค์ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า พระองค์เสด็จไปแล้วสู่หนทางที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว เพราะอรรถว่า ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์เดียว เพราะทรงกำจัดเสียซึ่งความไม่มีปัญญา เพราะทรงได้ซึ่งพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ ฯ

พระนามว่า พุทฺโธ นี้ พระมารดา พระบิดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณะ พราหมณ์ เทวดา มิได้แต่งตั้งให้เลย พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นวิโมกขันติกนามวิโมกขันติกนามVimokkhantikamānaนามอันเกิดขึ้นในที่สุดแห่งความหลุดพ้น เป็นพระนาม 'พุทโธ' ที่เกิดขึ้นหลังบรรลุอรหัตผล พระนามที่เกิดในที่สุดแห่งอรหัตผล แห่งพระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้ว พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติสัจฉิกาบัญญัติSacchikāpaññattiบัญญัติชื่อที่เกิดจากการทำให้แจ้งธรรมจริง เกิดขึ้นพร้อมกับการทรงได้สัพพัญญุตญาณสัพพัญญุตญาณsabbaññutañāṇaพระปรีชาญาณอันหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง เป็นญาณเฉพาะพระพุทธเจ้า ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ฯ

คำว่า ทรงแสดงแล้ว ความว่า ความฝึกตน มียถาศัพท์เป็นอรรถ เหมือนบุคคลเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ฝึกตนแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ความสงบตน ... ความยังตนให้ปรินิพพาน ฯลฯ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธนิโรธnirodhaความดับสนิทแห่งทุกข์และกิเลส หรือความดับไปแห่งธรรมทั้งปวง มียถาศัพท์เป็นอรรถ เหมือนบุคคลเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธนิโรธnirodhaความดับสนิทแห่งทุกข์และกิเลส หรือความดับไปแห่งธรรมทั้งปวงแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ฯ

คำว่า โลโก ได้แก่ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร ฯลฯ โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘ ฯ

คำว่า ย่อมให้สว่างไสว ความว่า ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว แจ่มใส เพราะเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งความฝึกตน ความสงบตน ความยังตนให้ปรินิพพาน ฯลฯ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธนิโรธnirodhaความดับสนิทแห่งทุกข์และกิเลส หรือความดับไปแห่งธรรมทั้งปวง ซึ่งมียถาศัพท์เป็นอรรถทุกประการ ฯ

คำว่า เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ความว่า กิเลสเหมือนหมอก อริยญาณเหมือนดวงจันทร์ ภิกษุเหมือนจันทเทพบุตร ภิกษุพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสวเปล่งปลั่ง และไพโรจน์ เหมือนดวงจันทร์พ้นจากหมอก พ้นจากควันและธุลีในแผ่นดิน พ้นจากฝ่ามือราหู ยังโอกาสโลกให้สว่างไสว เปล่งปลั่ง และไพโรจน์ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ญาณในโวทานโวทานvodānaความผ่องแผ้ว ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งจิต ๑๓ ประการนี้ ฯ

จบภาณวารภาณวารbhāṇavāraวาระหรือรอบแห่งการสวด การจัดหมวดหมู่ความยาวของพระสูตรสำหรับท่องจำ