มหาวรรค อานาปานกถา
การพิจารณาความสละคืนและญาณที่สัมปยุตด้วยอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
[๔๒๑] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนหายใจเข้า อย่างไร ฯ
ความสละคืนมี ๒ อย่าง คือ ความสละคืนด้วยการบริจาค ๑ ความสละคืนด้วยความแล่นไป ๑ จิต (คิด) สละรูป เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละคืนด้วยการบริจาค จิตแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับรูป เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละคืนด้วยการแล่นไป บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในรูปหายใจเข้า จิต (คิด) สละเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละคืนด้วยการบริจาค จิตแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับชราและมรณะ เพราะฉะนั้น จึงเป็นความสละคืนด้วยการแล่นไป บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในชราและมรณะ หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในชราและมรณะ หายใจเข้า ธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯ
คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ย่อมพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง ฯลฯ ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญานิจจสัญญาNiccasaññāความสำคัญหมายว่าสิ่งทั้งหลายเที่ยงยั่งยืนได้ ฯลฯ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายอันเกิดในภาวนานั้น ไม่ล่วงเกินกัน ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจา ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณา ความสละคืนระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า จิตวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้วิสุทธิ ด้วยอรรถว่าเห็น ความสำรวมในสีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจานั้น เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้น เป็นอธิจิตตสิกขาอธิจิตตสิกขาadhicittasikkhāการศึกษาอบรมในจิตอันยิ่ง ความที่จิตตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่านในสมาธิ ความเห็นในทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้วิสุทธินั้น เป็นอธิปัญญาสิกขาอธิปัญญาสิกขาadhipaññāsikkhāการศึกษาอบรมในปัญญาอันยิ่ง ความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะ บุคคลเมื่อคำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ ศึกษาอยู่ ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจออกหายใจเข้า เวทนาปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงย่อมรู้จักโคจรโคจรGocaraแดนเที่ยวไปของจิต หรืออารมณ์ของธรรมนั้นๆ และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ย่อมยังพละทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อมรู้จักโคจรโคจรGocaraแดนเที่ยวไปของจิต หรืออารมณ์ของธรรมนั้นๆ และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ
คำว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร ฯ
ย่อมยังสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ อนุปัสนาญาณ ๘ อุปัฏฐานานุสสติอุปัฏฐานานุสสติUpaṭṭhānānussatiอนุสสติหรือสติอันตั้งมั่นที่ปรากฏขึ้นในการปฏิบัติ ๘ สุตตันติกวัตถุสุตตันติกวัตถุsuttantikavatthuหัวข้อธรรมหรือเรื่องราวอันมีมาตามนัยแห่งพระสูตร ในการพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ๔ ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒ นี้ ฯ
การจำแนกหมวดญาณในอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
[๔๒๒] ญาณด้วยสามารถแห่งสมาธิ ๒๔ เป็นไฉน ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นสมาธิ ความที่จริงมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นสมาธิ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้เปลื้องจิตหายใจออกหายใจเข้า เป็นสมาธิ ญาณด้วยสามารถของสมาธิ ๒๔ เหล่านี้ ฯ
ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสนา ๗๒ เป็นไฉน ฯ
วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นทุกข์ วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นอนัตตา วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นทุกข์ วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ วิปัสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสนา ๗๒ เหล่านี้ ฯ
นิพพิทาญาณนิพพิทาญาณnibbidāñāṇaปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริงจนเกิดความหน่ายในสังขารธรรม ๘ เป็นไฉน ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณนิพพิทาญาณnibbidāñāṇaปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริงจนเกิดความหน่ายในสังขารธรรม เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง ฯลฯ ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณนิพพิทาญาณnibbidāñāṇaปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริงจนเกิดความหน่ายในสังขารธรรม เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลพิจารณาความสละคืนลมหายใจออก รู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจเข้า รู้เห็นตามความเป็นจริง นิพพิทาญาณนิพพิทาญาณnibbidāñāṇaปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริงจนเกิดความหน่ายในสังขารธรรม ๘ เหล่านี้ ฯ
นิพพิทานุโลมญาณนิพพิทานุโลมญาณnibbidānulomañāṇaปัญญาที่เห็นภัยความน่ากลัวในสังขารคล้อยตามความหน่าย ๘ เป็นไฉน ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจออกโดยความเป็นไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณนิพพิทานุโลมญาณnibbidānulomañāṇaปัญญาที่เห็นภัยความน่ากลัวในสังขารคล้อยตามความหน่าย ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจเข้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณนิพพิทานุโลมญาณnibbidānulomañāṇaปัญญาที่เห็นภัยความน่ากลัวในสังขารคล้อยตามความหน่าย ฯลฯ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจออกปรากฏ โดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณนิพพิทานุโลมญาณnibbidānulomañāṇaปัญญาที่เห็นภัยความน่ากลัวในสังขารคล้อยตามความหน่าย ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจเข้าปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณนิพพิทานุโลมญาณnibbidānulomañāṇaปัญญาที่เห็นภัยความน่ากลัวในสังขารคล้อยตามความหน่าย นิพพิทานุโลมญาณนิพพิทานุโลมญาณnibbidānulomañāṇaปัญญาที่เห็นภัยความน่ากลัวในสังขารคล้อยตามความหน่าย ๘ เหล่านี้ ฯ
นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณnibbidāpaṭippassaddhiñāṇaปัญญาที่พิจารณาเพื่อความสงบระงับและวางเฉยจากความหน่ายในสังขาร ๘ เป็นไฉน ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจออกโดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็นนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณnibbidāpaṭippassaddhiñāṇaปัญญาที่พิจารณาเพื่อความสงบระงับและวางเฉยจากความหน่ายในสังขาร ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจเข้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็นนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณnibbidāpaṭippassaddhiñāṇaปัญญาที่พิจารณาเพื่อความสงบระงับและวางเฉยจากความหน่ายในสังขาร ฯลฯ นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณnibbidāpaṭippassaddhiñāṇaปัญญาที่พิจารณาเพื่อความสงบระงับและวางเฉยจากความหน่ายในสังขาร ๘ เหล่านี้ ฯ
ญาณในวิมุติสุขวิมุติสุขvimuttisukhaความสุขที่เกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวง ๒๑ เป็นไฉน ญาณในวิมุติสุขวิมุติสุขvimuttisukhaความสุขที่เกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวงย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งสักกายทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้สักกายทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้Sakkāyadiṭṭhiความเห็นผิดว่าขันธ์ ๕ เป็นอัตตา เป็นเรา หรือเป็นของเราด้วยโสดาปัตติมรรคโสดาปัตติมรรคSotāpattimaggaมรรคญาณมรรคญาณmaggañāṇaปัญญาในอริยมรรคที่ทำหน้าที่ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานขั้นแรกที่ทำหน้าที่ตัดสังโยชน์สังโยชน์Saṃyojanaกิเลสอันผูกมัดสัตว์ไว้กับภพและวัฏสงสาร มี ๑๐ ประการเบื้องต่ำและถอนทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้ความเห็นผิดได้อย่างเด็ดขาด ... เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งวิจิกิจฉาวิจิกิจฉาVicikicchāความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ในข้อปฏิบัติ หรือในอริยสัจด้วยโสดาปัตติมรรคโสดาปัตติมรรคSotāpattimaggaมรรคญาณมรรคญาณmaggañāṇaปัญญาในอริยมรรคที่ทำหน้าที่ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานขั้นแรกที่ทำหน้าที่ตัดสังโยชน์สังโยชน์Saṃyojanaกิเลสอันผูกมัดสัตว์ไว้กับภพและวัฏสงสาร มี ๑๐ ประการเบื้องต่ำและถอนทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้ความเห็นผิดได้อย่างเด็ดขาด ... เพราะละเพราะตัดขาดซึ่งสีลัพพตปรามาสสีลัพพตปรามาสSīlabbataparāmāsaความลูบคลำศีลและพรต ถือว่าการปฏิบัติข้อวัตรภายนอกเพียงอย่างเดียวทำให้บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ทิฐานุสัย วิจิกิจฉาวิจิกิจฉาVicikicchāความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ในข้อปฏิบัติ หรือในอริยสัจนุสัย ด้วยโสดาปัตติมรรคโสดาปัตติมรรคSotāpattimaggaมรรคญาณมรรคญาณmaggañāṇaปัญญาในอริยมรรคที่ทำหน้าที่ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานขั้นแรกที่ทำหน้าที่ตัดสังโยชน์สังโยชน์Saṃyojanaกิเลสอันผูกมัดสัตว์ไว้กับภพและวัฏสงสาร มี ๑๐ ประการเบื้องต่ำและถอนทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้ความเห็นผิดได้อย่างเด็ดขาด ... เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งกามราคสังโยชน์สังโยชน์Saṃyojanaกิเลสอันผูกมัดสัตว์ไว้กับภพและวัฏสงสาร มี ๑๐ ประการ ปฏิฆสังโยชน์สังโยชน์Saṃyojanaกิเลสอันผูกมัดสัตว์ไว้กับภพและวัฏสงสาร มี ๑๐ ประการ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค ... เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งกามราคสังโยชน์สังโยชน์Saṃyojanaกิเลสอันผูกมัดสัตว์ไว้กับภพและวัฏสงสาร มี ๑๐ ประการ ปฏิฆสังโยชน์สังโยชน์Saṃyojanaกิเลสอันผูกมัดสัตว์ไว้กับภพและวัฏสงสาร มี ๑๐ ประการ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ ด้วยอนาคามิมรรค ญาณในวิมุติสุขวิมุติสุขvimuttisukhaความสุขที่เกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวงย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะอุทธัจจะUddhaccaความฟุ้งซ่าน ความไม่สงบแห่งจิต อวิชชาอวิชชาAvijjāความไม่รู้แจ้ง ความหลงไม่รู้ในอริยสัจ ๔ มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชาอวิชชาAvijjāความไม่รู้แจ้ง ความหลงไม่รู้ในอริยสัจ ๔นุสัย ด้วยอรหันตมรรค ญาณในวิมุติสุขวิมุติสุขvimuttisukhaความสุขที่เกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวง ๒๑ เหล่านี้
เมื่อบุคคลเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอันมีวัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ เหล่านี้อันสัมปยุตด้วยสมาธิ ย่อมเกิดขึ้น ฯ
จบอานาปานกถา ฯ
