◀

อกุศลสังคหะ

พระอภิธรรม · บท ๐๕๖ · แหล่งที่มา


หมวดที่ ๐๘ สมุจจยสังคหะ เป็นการแสดงปรมัตถธรรมทั้ง ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน โดยจัดให้เป็นหมวดหมู่ ธรรมใดที่เข้ากันได้ก็จัดไว้เป็นหมวดหมู่เดียวกัน ซึ่งมีทั้งหมด ๗๒ประการ

สภาวธรรม ๗๒ ประการ คือ
จิต ๑ จิตทั้งหมดมี ๘๙ หรือ ๑๒๑ แต่นับเป็นหนึ่ง โดยนับตามสภาวลักษณะ เพราะจิตทุก ดวงมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะเหมือนกันหมด ฉะนั้นจึงนับเพียง ๑
เจตสิก ๕๒ เจตสิกมีสภาวลักษณะเฉพาะๆ ของตน เจตสิกมีทั้งหมด ๕๒
รูป ๑๘ นับตามสภาวลักษณะ ที่มีอยู่ในรูปธรรมโดยเฉพาะๆ ได้แก่ นิปผันนรูป ๑๘ (รูปทั้งหมดมี ๒๘ แบ่งเป็นนิปผันนรูป ๑๘ อนิปผันนรูป ๑๐ อนิปผันนรูป ไม่มีสภาวลักษณะของตนโดยเฉพาะ)
นิพพาน ๑ นับตามสภาวลักษณะ คือ สนฺติลกฺขณํ 

ต่อไปจะศึกษาหมวดธรรมใหญ่ ๔ หมวด คือ
หมวด ๑. อกุศลสังคหะ ว่าด้วยธรรมที่เป็นบาปล้วน ๆ
หมวด ๒. มิสสกสังคหะ สงเคราะห์สภาวะธรรมต่างๆ โดยความเป็นกุศล อกุศล และอพยากตะ     
หมวด ๓.โพธิปักขิยสังคหะ เป็นหมวดธรรมที่จะทําให้เข้าถึงมรรคผล
หมวด ๔. สัพพสังคหะ เป็นการสงเคราะห์จิต เจตสิก รูป นิพพาน ลงในหมวดธรรม

หมวด ๑ อกุศลสังคหะ
ธรรมที่เป็นอกุศลนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงให้เห็นความเป็นไปของอกุศลเหล่านั้นไว้เป็นหมวดหมู่ จึงจําแนกไว้เป็น ๙ กอง คือ
กองที่ ๑. อาสวะ ธรรมที่เป็นเครื่องหมักดองสัตว์
กองที่ ๒. โอฆะ ธรรมที่เปรียบเหมือนห้วงน้ำ
กองที่ ๓. โยคะ ธรรมที่เป็นเครื่องประกอบสัตว์ให้ติดแน่น
กองที่ ๔. คันถะ ธรรมที่เป็นเครื่องคล้องสัตว์
กองที่ ๕. อุปาทาน ธรรมที่ทําให้ยึดมั่นในอารมณ์
กองที่ ๖. นีวรณ์ ธรรมที่เป็นเครื่องขวางกั้นความดี
กองที่ ๗. อนุสัย ธรรมที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน
กองที่ ๘. สังโยชน์ ธรรมที่เป็นเครื่องผูกสัตว์
กองที่ ๙. กิเลส ธรรมที่ทําให้เศร้าหมองและเร่าร้อน

🔅 อกุศลกองที่ ๑ อาสวะ
แปลว่า เครื่องหมักดอง หมายความว่า ธรรมที่เป็นอกุศลที่อยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย หรือ หมักดองสัตว์ทั้งหลายผู้ทําบาปอกุศลให้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏฏ์อันยาวนาน
ธรรมที่เป็นอาสวะมี ๔ คือ
    ๑. กามาสวะ ได้แก่ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความพอใจ อยู่ในกามคุณอารมณ์ คือ ติดอยู่กับความสวยงามต่าง ๆ เพลิดเพลินอยู่ในเสียงเพราะ ๆ กลิ่นหอม ๆ รสอร่อย ๆ สัมผัสที่นิ่มนวลพึงพอใจ ทําให้จิตใจเคลิบเคลิ้มอยู่ในความสุขด้วยอํานาจของโลภเจตสิก ซึ่งถูกหมักดองอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลายเป็นเวลาช้านานนับจํานวนภพชาติไม่ได้ เมื่อตายไปก็จะต้องไปเกิดในอบายภูมิเป็นเวลายาวนาน คือ ถูกหมักดองอยู่ในอบายสัตว์ และทําให้วัฏฏทุกข์อันยาวนานไม่มีกําหนดนั้นเจริญรุ่งเรืองไม่มีที่สิ้นสุด
    ๒. ภวาสวะ ได้แก่ ความยินดีติดใจในรูปฌาน อรูปฌาน รูปภูมิ อรูปภูมิ คือ ติดใจในความสุขสงบของฌานจิตและการได้เกิดเป็นพรหมบุคคล ด้วยอํานาจของโลภเจตสิกที่หมักดองอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ทําให้มีการเวียนเกิดเวียนตายในภพภูมิเหล่านี้ ถือว่า เป็นการหมักดองอีกเช่นเดียวกัน
    ๓. ทิฎฐาสวะ ได้แก่ การหมักดองด้วยความเห็นผิดของตนเอง คือ มีความเห็นว่าบุญไม่มีผล บาปไม่มีผล คุณของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี ชาติก่อน ชาติหน้า ไม่มี เมื่อมีความเห็นผิด เช่นนี้อยู่ในใจ ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตนทําลงไปนั้นเป็นบุญหรือบาป จึงทําอกุศลกรรมเพราะความเห็นผิดเช่นนี้ อกุศลกรรมนี้จึงทําให้สัตว์ทั้งหลายถูกหมักดองให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนในอบายภูมิ เมื่อพ้นจากอบายภูมิแล้วถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากที่จะได้พบแสงสว่างแห่งพระสัทธรรมได้ เพราะความเห็นผิดนั้นฝั่งลึกอยู่ในขันธสันดานเกิดมาครั้งใดความเห็นผิดก็ติดตัวมาอยู่เสมอยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้     ๔. อวิชชาสวะ คือ ความไม่เข้าใจสภาวธรรมตามความเป็นจริง ไม่เข้าใจ จิต เจตสิก และรูป ถ้าสรุปรวมก็เป็นเพียง รูป กับ นาม ว่าเป็นเพียงสภาวธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นสัตว์ บุคคล เป็นเราเป็นเขา ดังที่เข้าใจกัน ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในความเป็นจริงเพราะมีอวิชชาปกปิดไว้ อวิชชานั้นจะรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ แต่ไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้
สิ่งที่อวิชชาไม่รู้ มี ๘ ประการ คือ
    ๑. ทุกข์ 
    ๒. สมุทัย
    ๓. นิโรธ
    ๔. มรรค
    ๕. ขันธ์
    ๖. อายตนะ
    ๗. ธาตุ
    ๘. ปฏิจจสมุปบาท
ความไม่รู้ไม่เข้าใจในธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกันหาที่สุดมิได้

การประหาณอาสวะ อาสวะธรรมจะถูกประหาณได้โดยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนสําเร็จเป็นพระอริยบุคคล เมื่อมัคคจิตเกิดขึ้น จะทําการประหาณกิเลสต่าง ๆได้ การประหาณกิเลสในหมวดของอาสวะนั้นมีดังนี้
    กามาสวะ ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต
    ภวาสวะ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
    ทิฏฐาสวะ ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต
    อวิชชาสวะ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต 


🔅 อกุศลกองที่ ๒ โอฆธรรม
เป็นธรรมเปรียบเสมือนห้วงน้ำ เมื่อใครตกลงไปในห้วงน้ำแห่งโอฆะแล้ว จะทําให้จมดิ่งลงไปยากที่จะโผล่ขึ้นมาได้ โอฆะ ได้แก่ ความโลภ หรือโลภเจตสิก , ความเห็นผิด หรือทิฏฐิเจตสิก , ความโง่ หรือโมหเจตสิก เมื่อมีโลภะเป็นเหตุทําให้ทําทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจ เป็นเหตุให้ต้องตกอยู่ใน อบายภูมิ และวนเวียนอยู่ในวัฏฏทุกข์อย่างหาที่สุดได้ยากยิ่ง ทําให้มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วเกิดปัญญาในการเจริญวิปัสสนาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นไปด้วยอํานาจของทุจริตกรรมนั่นเอง
โอฆะ มี ๔ ประการ คือ
    ๑. กาโมฆะ การจมอยู่ในห้วงแห่งกามคุณอารมณ์
    ๒. ภโวฆะ การจมอยู่ในห้วงแห่งการเกิดในรูปฌาน อรูปฌาน หรือ    รูปภพ อรูปภพ
    ๓. ทิฏโฐฆะ การจมอยู่ในห้วงแห่งความเห็นผิด
    ๔. อวิชโชฆะ การจมอยู่ในห้วงแห่งความไม่รู้สภาพธรรมตามความ   เป็นจริง

อาสวะ กับ โอฆะ มีสภาวธรรมหรือองค์ธรรมเหมือนกัน คือ โลภเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก และโมหเจตสิก แต่ต่างกันที่ชื่อเท่านั้น (การประหาณโอฆะเป็นไปในทำนองเดียวกันกับการประหาณอาสวะ)

🔅 อกุศลกองที่ ๓ โยคะ
เป็นธรรมที่เปรียบเสมือนเครื่องประกอบสัตว์ให้ติดแน่นอยู่ในกามคุณอารมณ์เป็นต้น ยากที่จะถอนให้หลุดออกมาได้ เหมือนกับตะปูที่ตอกตรึงเครื่องประกอบบ้านเรือนไว้
โยคะ มี ๔ ประการ คือ
    ๑. กามโยคะ ตรึงให้ติดอยู่ในกามคุณอารมณ์ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
    ๒. ภวโยคะ ตรึงให้ติดอยู่ในรูปภพ อรูปภพ หรือ รูปฌาน อรูปฌาน
    ๓. ทิฏฐิโยคะ ตรึงให้ติดอยู่ในความเห็นผิด
    ๔. อวิชชาโยคะ ตรึงให้ติดอยู่ในความหลง

เพราะไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริง จึงทําให้เกิดความ โลภ ความโกรธ ความหลง อาสวะ โอฆะ โยคะ อกุศลทั้ง ๓ กองที่ศึกษามานี้ มีสภาวธรรม หรือองค์ธรรมเหมือนกัน คือ โลภ เจตสิก ทิฏฐิเจตสิก และโมหเจตสิก ต่างกันที่ชื่อเท่านั้น(การประหาณโยคะเป็นไปในทํานองเดียวกันกับการประหาณอาสวะ)


🔅 อกุศลกองที่ ๔ คันถะ
เป็นธรรมเปรียบเสมือนเครื่องเกี่ยวคล้องสัตว์ เพราะว่าธรรมเหล่านี้จะเป็นเครื่องเกี่ยวคล้องระหว่างรูปกายนามกายในปัจจุบันภพ กับรูปกายนามกายในอนาคตภพให้ติดต่อกันประดุจโซ่เหล็ก ถ้าจะกล่าว โดยนัยแห่งจิตแล้วก็เป็นเครื่องร้อยรัดระหว่างปฏิสนธิจิต - จุติจิต ให้เกิดต่อเนื่องกันไม่สามารถจะพ้นไปจากวัฏฏ ทุกข์ได้
คันถะ มี ๔ ประการ คือ
    ๑. อภิชฌากายคันถะ เครื่องเกี่ยวคล้อยสัตว์ให้ติดอยู่กับความยินดีพอใจในกามคุณอารมณ์ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็นอิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ดี) อภิชฌากายคันถะ ต่างกับ อภิชฌา ที่เป็นมโนทุจริต ตรงที่ อภิชฌากายคันถะ เป็นโลภะอย่างหยาบและอย่างละเอียดทั้งหมด เป็นความต้องการ หรือความพอใจในทรัพย์สมบัติทั้งของตนเองและของผู้อื่น ไม่ว่าจะโดยชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมก็ตาม แต่อภิชฌาที่เป็นมโนทุจริต เป็นโลภะ อย่างหยาบ คือความยินดีพอใจในเฉพาะของ ๆ บุคคลอื่น เพื่อให้ได้มาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรม
    ๒. พยาปาทกายคันถะ เครื่องเกี่ยวคล้องให้สัตว์ติดอยู่ในความโกรธ โดยส่วนมากจะเกิดขึ้นกับคนที่มีโทสจริต ที่มีอัธยาศัยเป็นคนชอบโกรธอยู่เสมอ ๆ ส่วนพยาบาทที่เป็นมโนทุจริตจะเป็นโทสะอย่างหยาบที่คิดปองร้ายผู้อื่น
    ๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ เครื่องเกี่ยวคล้องสัตว์ให้ติดอยู่ในความยึดถือในการปฏิบัติผิด เช่น ปฏิบัติเยี่ยงโค เยี่ยงสุนัข โดยเห็นว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นทางหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์
    ๔. อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ เครื่องเกี่ยวคล้องสัตว์ให้ติดอยู่ในความยึดมั่นในความเห็นผิดของตนว่าถูกส่วนความเห็นของคนอื่นผิด เช่น สัญชัยปริพาชก กล่าวกับลูก ศิษย์ของตนว่า “คนโง่อยู่กับเรา คนฉลาดให้ไปหาพระสมณโคดม”

การประหาณคันถะ คันถธรรมจะถูกประหาณได้โดยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนสําเร็จเป็นพระอริยบุคคล เมื่อมัคคจิตเกิดขึ้น จะทําการประหาณกิเลสต่าง ๆ ได้

การประหาณกิเลสในหมวดของคันถะนั้นมีดังนี้
อภิชฌากายคันถะ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
พยาปาทกายคันถะ ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต
สีลัพพตปรามาสกายคันถะ และ อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต

🔅 อกุศลกองที่ ๕ อุปาทาน
การยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ คือ ยึดมั่นถือมั่นในรูป (รูปารมณ์) ในเสียง (สัททารมณ์) ใน กลิ่น (คันธารมณ์) ในรส (รสารมณ์) ในสัมผัส (โผฏฐัพพารมณ์) ในเรื่องราวต่าง ๆ (ธัมมารมณ์) อย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมปล่อย หรือ ยึดมั่นในความเห็นผิดไม่ยอมคลาย หรือ ในการปฏิบัติผิด คิดว่าเป็นทางหลุดพ้น หรือเห็นว่าอารมณ์ต่าง ๆ ที่ตนกําลังได้รับอยู่นั้นเป็นตัวเป็นตน เป็นเขาเป็นเรา อย่างแรงกล้า ความยึดมั่นอย่างนี้ชื่อว่า อุปาทาน

ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ ในครั้งแรก ๆ ที่เกิดความยินดีพอใจ ความยินดีนี้ยังเป็น ตัณหา แต่ เมื่อมีความยินดีพอใจ ติดใจ ยึดมั่นในอารมณ์นั้น ๆ อย่างเหนียวแน่น ความยินดีในครั้งหลัง ๆ นี้เป็น อุปาทาน ตัณหาเปรียบเหมือนต้นไม้เล็กที่เริ่มปลูกใหม่ ๆ ย่อมถอนได้ง่าย ส่วนอุปาทาน เหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ใหญ่โตแล้ว ถอนได้ยากเพราะรากแก้วยึดมั่นเสียแล้ว อุปาทาน จึงเป็นความยึดมั่นไว้ในอารมณ์อย่างเหนียวแน่นกว่า ตัณหา
อุปาทาน มี ๔ ประการ คือ
    ๑. กามุปาทาน ความยึดมั่นใน อารมณ์ ๖ มี รูปารมณ์ เป็นต้น ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ ในโลภมูลจิต ๘
    ๒. ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในความเห็นผิดที่นอกจากสีลัพพตปรามาสทิฏฐิและอัตตวาททิฏฐิ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ใน ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
    ๓. สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในการปฏิบัติผิด มีการปฏิบัติเยี่ยงโค เยี่ยงสุนัข โดยคิดว่าเป็นการปฏิบัติที่จะนําตนให้พ้นทุกข์ได้ ( ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่นอกไปจากมัชฌิมาปฏิปทา) ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
    ๔. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่า เป็นตัวเป็นตน หรือมีตัวมีตนอยู่ในขันธ์ ๕ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

การประหาณอุปาทาน
อุปาทานจะถูกประหาณได้โดยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนสําเร็จเป็นพระอริยบุคคล เมื่อมัคคจิตเกิดขึ้น จะทําการประหาณกิเลสต่างๆได้ การประหาณกิเลสในหมวดของอุปาทานนั้นมีดังนี้
กามุปาทาน ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต
ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต

🔅 อกุศล กองที่ ๖ นีวรณ์

เป็นธรรมที่เป็นเครื่องกั้นความดีเครื่องขัดขวางในการทำความดีมิให้เกิดกุศลต่างๆคือทาน ศีล ภาวนา ฌาน มรรค ผล อภิญญา สมาบัติและทำให้กุศลบางอย่างเช่นฌานที่เกิดอยู่แล้วทำให้เสื่อมสิ้นไปได้ บุคคลทั่วไปพอคิดจะทำกุศลสูงขึ้นก็มักจะถูกนีวรณ์ธรรมที่เรียกว่ากิเลสมารเกิดขึ้นขัดขวางมิให้กุศลธรรมเจริญก้าวหน้า เช่นเกิดความเบื่อหน่ายง่วงซึมไม่อยากจะทำความดีต่อไป 

นีวรณ์ มี๖ประการคือ 
    ๑. กามฉันทนีวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความชอบใจอยากได้ในกามคุณอารมณ์ เมื่อชอบใจและต้องการในกามคุณอารมณ์แล้วก็ย่อมขาดกำลังในอันที่จะทำความดี มีฌานและมัคคผลหรือขาดศรัทธา ขาดสติปัญญา ในการบำเพ็ญทานศีลภาวนาเป็นต้น 
องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิกที่ในโลภมูลจิต ๘ 

    ๒. พยาปาทนีวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความไม่ชอบใจในอารมณ์ เมื่อจิตใจมีแต่ความขุ่นเคืองไม่ชอบใจแล้วก็ย่อมขาดปีติความอิ่มใจในการทำความดี คือการบำเพ็ญทานศีลภาวนา เป็นต้น 
องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒ 

    ๓. ถีนมิทธนีวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความหดหู่ท้อถอยเป็นเหตุให้เกิดความเกียจคร้านไม่อยากที่จะทําความดี เมื่อจิตใจหดหู่ท้อถอยเสียแล้วก็ย่อมขาดวิตก คือไม่มีแก่ใจที่จะนึกคิดให้ติดอยู่ในอารมณ์ที่จะกระทําความดี 
องค์ธรรมได้แก่ ถีนเจตสิก มิทธเจตสิก ที่ในอกุศลสสังขาริกจิต ๕ 

    ๔. อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะคิดฟุ้งซ่านรําคาญใจ อันเนื่องมาจากการสูญเสีย (พยสนะ ๕)คือ 
            ๑. สูญเสียญาติ 
            ๒. ทรัพย์สมบัติ 
            ๓. โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน 
            ๔. ทําบาป (ทุศีล) 
            ๕. เห็นผิดใฝ่ใจไปในทางที่เป็นบาป 

เมื่อจิตใจเป็นดังนี้ก็ย่อมขาดความสุขในอันที่จะกระทําความดี 
องค์ธรรมได้แก่ อุทธัจจเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ และ กุกกุจจเจตสิก ในโทสมูล จิต ๒ 

    ๕. วิจิกิจฉานีวรณ์ ขัดขวางเพราะความสงสัย ลังเลใจ เมื่อจิตใจเกิดความลังเลสงสัยแล้ว ย่อมขาดวิจารในอันที่จะพินิจพิจารณาในการกระทําความดี 
องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉาสหคตจิต ๑ 

    ๖. อวิชชานีวรณ์ ขัดขวางเพราะความไม่รู้ มีการทําให้หลงลืมขาดสติ เช่น ไม่รู้แจ้งในอารมณ์ของสติปัฏฐานที่ตนกําหนดอยู่ เป็นการกั้นต่อมรรค ผล นิพพาน มิให้เกิดขึ้น 
องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ 

นีวรณ์ ๑ - ๕ (เว้น อวิชชา) ได้ชื่อว่า เป็นเครื่องกั้นฌานในการเจริญสมถภาวนา 
นีวรณ์ที่ ๖ คือ อวิชชานีวรณ์ ได้ชื่อว่า เป็นเครื่องกั้น มรรค ผล นิพพาน 

การประหาณ นีวรณ์ 
วิจิกิจฉานีวรณ์ ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมรรค 
กามฉันทนีวรณ์ ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต 
พยาปาทนีวรณ์
ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต 
กุกกุจจนีวรณ์ ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต 
ถีนมิทธนีวรณ์ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อุทธัจจนีวรรณ์
ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อวิชชานีวรณ์ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต 


🔅
อกุศล กองที่ ๗ อนุสัย 
เป็นกิเลสอย่างละเอียด ซ่อนเร้นนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย เมื่อได้เหตุอันสมควรแล้วก็ปรากฏขึ้นเมื่อนั้น อุปมาเสมือนตะกอนที่นอนก้นภาชนะ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากระทบกับภาชนะ ตะกอนหรือกิเลสก็จะฟุ้งขึ้นมาทันที ทําให้จิตใจเร่าร้อนเศร้าหมอง 

กิเลส มี ๓ ระดับ คือ 
วีติกกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบ ที่ก้าวล่วงออกมาทางกาย ทางวาจา เมื่อมีอารมณ์มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็จะแสดงออกทางกาย ทางวาจา ทันที เหมือนน้ำที่เดือดพล่านย่อมจะดันฝาที่ปิดให้กระเด็นออกมาได้ 
ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลาง เป็นกิเลสที่กลุ้มรุมจิตใจ เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นภายในใจยังไม่ปรากฏก้าวล่วงให้เห็นออกมาทางกาย ทางวาจา เปรียบเหมือนน้ำที่เริ่มร้อนขึ้น ๆ ยังไม่ถึงจุดเดือด 
อนุสัยกิเลส กิเลสอย่างละเอียด เป็นกิเลสที่ซ่อนเร้นนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย 

ธรรมที่ประหาณกิเลสทั้ง ๓ คือ 
ศีลกุศล ประหาณ วีติกกมกิเลส 
สมาธิกุศล ประหาณ ปริยุฏฐานกิเลส 
ปัญญาในมัคคจิต ประหาณ อนุสัยกิเลส 

อนุสัยกิเลส มี ๗ ประการ คือ 
    ๑. กามราคานุสัย คือ ความยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์ กามราคานุสัยนี้จะนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อมีอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเรื่องราวต่าง ๆ มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งเป็นกามคุณอารมณ์แล้ว กามราคานุสัยนี้ก็จะแปรสภาพเป็น ปริยุฏฐานกิเลส คือ กิเลสอย่างกลางคอยกลุ่มรุ่มจิตใจ มูลเหตุแห่งกิเลส ได้แก่ โลภเจตสิกที่ในโลภมูลจิต ๘ 
    ๒. ภวราคานุสัย ความยินดีติดใจใน รูปภพ อรูปภพ หรือ รูปฌาน อรูปฌาน อันนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อมีอารมณ์ มากระทบก็จะแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส มูลเหตุแห่งกิเลสได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ 
    ๓. ปฏิฆานุสัย ความไม่ยินดีไม่พอใจในอารมณ์ อันนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อมีอารมณ์มากระทบก็จะแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส มูลเหตุแห่งกิเลส ได้แก่โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒ 
    ๔. มานานุสัย คือความทนงตน โอ้อวด ถือตัว ไม่ยอมลงให้กับใคร ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อมีอารมณ์มากระทบก็จะแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส มูลเหตุแห่งกิเลสได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ 
    ๕. ทิฏฐานุสัย คือความเห็นผิดที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อมีอารมณ์มากระทบก็จะแปร สภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส มูลเหตุแห่งกิเลสได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ 
    ๖. วิจิกิจฉานุสัย คือความลังเลสงสัยในสิ่งที่ควรเชื่อที่ยังไม่ปลงใจเชื่อ ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อมีอารมณ์มากระทบก็จะแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส มูลเหตุแห่งกิเลส ได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิกที่ประกอบในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑
    ๗. อวิชชานุสัย คือความลุ่มหลงมัวเมา ที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เป็นความโง่เขลาเบาปัญญา ที่ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เมื่อมีอารมณ์มากระทบก็จะแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส มูลเหตุแห่งกิเลส ได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ 

การประหาณอนุสัย
ทิฏฐานุสัย
ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต
วิจิกิจฉานุสัย ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต 
กามราคานุสัย ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต
ปฏิฆานุสัย ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต 
มานานุสัย ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
ภวราคานุสัย
ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อวิชชานุสัย ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต 


🔅 อกุศล กองที่ ๘ สังโยชน์
ธรรมเหล่าใดย่อมผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า สังโยชน์ เป็นการผูกเหล่าสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในวัฏฏทุกข์ เหมือนเชือก ๑๐ เส้นที่ล่ามสัตว์ไว้กับหลักไม่ให้หลุดออกไปได้ กามคุณทั้ง ๕ นี้แหละ เป็นเรือนที่สัตว์ถูกผูกไว้ 

สังโยชน์ธรรม ๑๐ ประการ มีโดยสองนัย คือ 
นัยที่ ๑ สังโยชน์ ๑๐ ตามนัยแห่งพระอภิธรรม 
๑. กามราคสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ใน โลภมูลจิต ๘ 
๒. ภวราคสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ 
๓. ปฏิฆสังโยชน์ ได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒ 
๔. มานสังโยชน์ ได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ 
๕. ทิฏฐิสังโยชน์ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ 
๖. สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ 
๗. วิจิกิจฉาสังโยชน์ ได้แก่วิจิกิจฉาเจตสิกที่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ 
๘. อิสสาสังโยชน์ ได้แก่ อิสสาเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒ 
๙. มัจฉริยสังโยชน์ ได้แก่ มัจฉริยเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒ 
๑๐. อวิชชาสังโยชน์ ได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ 

นัยที่ ๒ สังโยชน์ ๑๐ ตามนัยแห่งพระสูตร 
๑. กามราคสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ใน โลภมูลจิต ๘ 
๒. รูปราคสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ 
๓. อรูปราคสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ 
๔. ปฏิฆสังโยชน์ ได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒ 
๕. มานสังโยชน์ ได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ 
๖. ทิฏฐิสังโยชน์ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ 
๗. สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ 
๘. วิจิกิจฉาสังโยชน์ ได้แก่วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ 
๙. อุทธัจจสังโยชน์ ได้แก่ อุทธัจจเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ 
๑๐. อวิชชาสังโยชน์ ได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ 

การประหาณสังโยชน์
โอรัมภาคียสังโยชน์ คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ 
ทิฏฐิสังโยชน์ ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต
วิจิกิจฉาสังโยชน์ ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต
สีลัพพตปรามาสสังโยชน์  ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต 
กามราคะและปฏิฆะอย่างหยาบ ถูกประหาณโดย สกทาคามิมัคคจิต
กามราคะและปฏิฆะอย่างละเอียด ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต 

อุทธัมภาคียสังโยชน์ คือ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ 
รูปราคสังโยชน์ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อรูปราคสังโยชน์ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
มานสังโยชน์ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อุทธัจจสังโยชน์ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อวิชชาสังโยชน์ ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต 

🔅 อกุศล กองที่ ๙ กิเลส เป็นสิ่งที่ชั่วร้ายเกิดขึ้นเมื่อใดก็จะทําให้ผู้นั้นรู้สึกเดือดร้อนรําคาญใจ กิเลสเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง เมื่อประกอบกับจิต จะทําให้จิตนั้นเศร้าหมองเร่าร้อน โดยปกติชีวิตประจําวันของบุคคลตั้งแต่เช้าตื่นขึ้น จนเข้านอนหลับไป กิเลสทั้งหลายก็เข้าครอบงําจิตใจได้เกือบตลอดเวลาอยู่แล้วทั้งเวลาหลับและเวลาตื่น และถ้ากิเลสเกิดขึ้นในเวลาขณะใกล้ตาย ก็เป็นเครื่องบอกได้ว่าผู้นั้นจะไปเกิดในอบายภูมิ ๔ ถ้าบุคคลทั้งหลายระมัดระวังมิให้กิเลสเข้าครอบงําจิตใจได้ จิตใจก็จะสบาย ปลอดโปร่ง หน้าตาผ่องใส เป็นที่สบายตาสบายใจแก่ผู้พบเห็น เมื่อตายลงก็จะไปสู่สุคติภพ 

กิเลส มี ๑๐ อย่าง คือ 
    ๑. โลภกิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา โลภะ คือ ความยินดี ติดใจ ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ แล้วทําบาปอกุศลลงไป เมื่อตายลง จะนําไปเกิดเป็น เปรต อสุรกาย เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘ 
    ๒. โทสกิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา โทสะ คือความโกรธความ ไม่พอใจในอารมณ์ต่าง ๆ ที่ประสบ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ แล้วทําบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดเป็น สัตว์นรก เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒ 
    ๓. โมหกิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา โมหะ คือ ความโง่ ความ หลง ความมัวเมาใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ แล้วทําบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ 
    ๔. มานกิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา มานะ คือ ความเย่อหยิ่ง ถือตนว่าดีกว่าเขา ต่ำกว่า หรือ เสมอเขาแล้วทำบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดในทุคติภูมิ เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ 
    ๕. ทิฏฐิกิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา ทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดจากเหตุผลตามความเป็นจริง แล้วทําบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดในทุคติภูมิ เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ 
    ๖. วิจิกิจฉากิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา เพราะความลังเลสงสัยในสิ่งที่ควรเชื่อ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น แล้วทําบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดในทุคติภูมิ เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ 
    ๗. ถีนกิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา ถีนะ คือ ความหดหู่ท้อ ถอยจากอารมณ์ ทําให้ไม่มีความเพียรพยายามในการทําความดี แล้วทําบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดในทุคติภูมิ เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ ถีนเจตสิก ที่ในอกุศลสสังขาริกจิต ๕ 
    ๘. อุทธัจจกิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่าง ๆ แล้วทําบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดใน ทุคติภูมิ เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ อุทธัจจเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ 
    ๙. อหิรีกกิเลส คือความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา เพราะความไม่ละอายต่อตนเองในการที่จะทําบาป แล้วทําบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดใน ทุคติภูมิ เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ อหิรีกเจตสิก ที่ให้อกุศลจิต ๑๒ 
    ๑๐. อโนตตัปปกิเลส เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเรา อโนตตัปปะ คือความไม่เกรงกลัวต่อบาปและผลของบาป ไม่เกรงกลัวต่ออาญาแผ่นดินแล้วทําบาปอกุศลกรรมลงไป เมื่อตายลงจะนําไปเกิดในทุคติภูมิ เหตุแห่งกิเลส ได้แก่ อโนตตัปปเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒ 

การประหาณ กิเลส 
ทิฏฐิกิเลส ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต
วิจิกิจฉากิเลส ถูกประหาณโดย โสดาปัตติมัคคจิต 
โทสกิเลส ถูกประหาณโดย อนาคามิมัคคจิต 
โลภกิเลส ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
โมหกิเลส
ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
มานกิเลส
ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
ถีนกิเลส
ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อุทธัจจกิเลส
ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อหิริกกิเลส
ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต
อโนตตัปปกิเลส ถูกประหาณโดย อรหัตตมัคคจิต