สังฆานุสสติ
วิธีเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน
[๑๕๔] เมื่อโยคีบุคคลผู้ประสงค์ที่จะเจริญสังฆานุสสติการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์กรรมฐานกัมมัฏฐาน ไปในที่ลับ หลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะที่อยู่อาศัย ที่นอน และที่นั่งสำหรับภิกษุสงฆ์อันสมควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายของพระอริยผู้ที่ได้บรรลุธรรมวิเศษ อันได้แก่ อริยมรรคและอริยผลในชั้นใดชั้นหนึ่ง ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์สงฆ์ อย่างนี้ว่า
คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค
๑. สุปฏิปนฺโนเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัย เป็นผู้ปฏิบัติดี
๒. อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง
๓. ญายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพานสภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์สิ้นเชิง, ธรรมอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
๔. สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
๕. อาหุเนยฺโยเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่ของบูชา
๖. ปาหุเนยฺโยเป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับสำหรับแขกผู้มาเยือน เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ
๗. ทกฺขิเณยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ
๘. อญฺชลิกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้
๙. อนุตฺตร์ ปุญฺญกเขตต์ โลกสฺส เป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก
อธิบายบทสุปฏิปนฺโนเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัย บทสามีจิปฏิปนฺโน
[๑๕๕] ในบรรดาพระสังฆคุณเหล่านั้น บทว่า สุปฏิปนฺโนเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัย แปลว่า เป็นผู้ปฏิบัติด้วยดี อธิบายว่า เป็นผู้ปฏิบัติซึ่งปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันถูกต้อง ปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันไม่ถอยหลัง ปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันสมควร ปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันไม่เป็นข้าศึก ปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันเป็นธรรมสมควรแก่ธรรม พระสงฆ์เหล่าใด ย่อมรับฟังพระโอวาทและพระอนุสาสนีของพระผู้มีพระภาค ด้วยความเคารพ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านั้นชื่อว่า สาวก หมู่แห่งพระสาวกทั้งหลาย ชื่อว่า สาวกส์โฆ อธิบายว่า หมู่แห่งพระสาวกผู้ถึงซึ่งความเป็นหมู่กัน ด้วยความเป็นผู้เสมอกันโดยศีลและทิฏฐิ
ก็โดยที่ปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันถูกต้องนั้น เป็นข้อปฏิบัติตรง คือไม่คด ไม่โกง ไม่โค้ง และอันบัณฑิตผู้มีปัญญา ผู้ฉลาดรอบรู้ ดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้องเรียกว่า ไกลจากกิเลส เป็นเหตุรู้แจ้ง ดังนี้บ้าง และถึงซึ่งอันนับว่าสามีจิ เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันสมควร ดังนี้บ้าง ฉะนั้น พระอริยผู้ที่ได้บรรลุธรรมวิเศษ อันได้แก่ อริยมรรคและอริยผลในชั้นใดชั้นหนึ่ง ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์สงฆ์ผู้ปฏิบัติซึ่งปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมนั้น จึงกล่าวได้ว่า อุซุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันตรงบ้าง ฌายปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมเป็นเหตุให้รู้แจ้งบ้าง สามีจิปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันสมควรบ้าง
แหละในอธิการนี้ นักศึกษาพึงทราบว่า พระอริยเจ้าผู้บรรลุธรรมวิเศษตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์จำพวกใดขณะดำรงอยู่ในมรรค พระอริยเจ้าผู้บรรลุธรรมวิเศษตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์จำพวกนั้นชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติดี เพราะเป็นผู้กำลังพรั่งพร้อมด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้อง พระอริยเจ้าผู้บรรลุธรรมวิเศษตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์จำพวกใดขณะดำรงอยู่ในผล พระอริยเจ้าผู้บรรลุธรรมวิเศษตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์จำพวกนั้นชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติดี โดยมุ่งเอาข้อปฏิบัติอันเป็นอดีต เพราะมรรคผลที่จะพึงบรรลุด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้องเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าผู้บรรลุธรรมวิเศษตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์จำพวกนั้นบรรลุมาแล้ว
อีกนัยหนึ่ง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนั้น ชื่อว่า สุปฏิปนฺโนเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัย เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอนในพระธรรมวินัยคำสั่งสอนและข้อบัญญัติของพระพุทธศาสนาที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วบ้าง เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามซึ่งข้อปฏิบัติอันไม่ผิดบ้าง
ชื่อว่า อุซุปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันเป็นสายกลาง โดยหลีกเลี่ยงปฏิปทาแนวทางปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือการดำเนินไปของจิตในการปฏิบัติธรรมอันเป็นสายริมทั้ง ๒ เสีย และเพราะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประหานเสียซึ่งโทษคือความคด ความโกง ความโค้ง ของกาย วาจา ใจ
ชื่อว่า ฌายปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประสงค์ญายะที่ท่านเรียกว่า นิพพานสภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์สิ้นเชิง, ธรรมอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
ชื่อว่า สามีจิปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติโดยประการที่ปฏิบัติแล้วเป็นผู้สมควรแก่สามีจิกรรม
[๑๕๖] บทว่า ยทิท์ แยกเป็น ยานิ อิมานิ แปลว่า เหล่านี้ใด
บทว่า จตฺตาริ ปุริสยุคานิ ความว่า โดยจัดเป็นคู่ คือพระอริยผู้ที่ได้บรรลุธรรมวิเศษ อันได้แก่ อริยมรรคและอริยผลในชั้นใดชั้นหนึ่ง ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์บุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมมรรค พระอริยผู้ที่ได้บรรลุธรรมวิเศษ อันได้แก่ อริยมรรคและอริยผลในชั้นใดชั้นหนึ่ง ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์บุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมผล เป็นต้น นี้จัดเป็นคู่หนึ่ง โดยนัยนี้จึงเป็นคู่แห่งบุรุษ ๔ ด้วยประการฉะนี้
บทว่า อฎฐ ปุริสปุคคลา ความว่า โดยจัดเป็นบุรุษบุคคล คือพระอริยผู้ที่ได้บรรลุธรรมวิเศษ อันได้แก่ อริยมรรคและอริยผลในชั้นใดชั้นหนึ่ง ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์บุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมมรรค จัดเป็นบุคคล ๑ พระอริยผู้ที่ได้บรรลุธรรมวิเศษ อันได้แก่ อริยมรรคและอริยผลในชั้นใดชั้นหนึ่ง ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี จนถึงพระอรหันต์บุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมผล จัดเป็นบุคคล ๑ โดยนัยนี้ จึงเป็นบุรุษบุคคล ๘ พอดี
แหละในอธิการนี้ บทว่า ปุริโส ก็ดี บทว่า ปุคคโล ก็ดีนี้มีความหมายอย่างเดียวกัน แต่บทว่า ปุริสปุคคลา นี้ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์
บทว่า เอส ภควโต สาวกส์โฆ ความว่า โดยเป็นคู่ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ โดยแยกกัน คือ บุรุษบุคคล ๘ เหล่านี้ใด นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค
อธิบายบท อาหุเนยโย
ในบทว่า อาหุเนยโย เป็นต้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ วัตถุใดอันบุคคลพึงนำมาบูชา วัตถุนั้นชื่อว่า อาหุน อธิบายว่า ได้แก่วัตถุอันบุคคลพึงนำมาแม้แต่ไกล แล้วถวายไว้ในท่านผู้มีศีลทั้งหลาย คำว่าอาหุนะนี้เป็นชื่อของปัจจัย ๔ พระสงฆ์สาวก เป็นผู้ควรเพื่อจะรับซึ่งของอันบุคคลนำมาบูชานั้น เพราะทำของนั้นให้มีผลมาก ด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่า อาหุเนยโย ผู้ควรรับของที่บุคคลนำมาบูชา
อีกนัยหนึ่ง แม้สมบัติทุกอย่างที่บุคคลนำมาแม้แต่ที่ไกลแล้วบูชาไว้ในพระสงฆ์สาวกนั้น เหตุนั้น พระสงฆ์สาวกนั้น จึงชื่อว่า อาหวนีโย เป็นผู้ที่อันบุคคลนำมาบูชา
อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์สาวกย่อมควรซึ่งวัตถุอันเทวดาทั้งหลายมีท้าวสักกะเป็นต้นบูชา เหตุนั้น จึงชื่อว่าอาหวนิโย ผู้ควรซึ่งวัตถุอันเทวดาบูชา
อนึ่ง ไฟนี้ใด ชื่อว่าเป็นสิ่งควรซึ่งอันบูชาของพราหมณ์ในทางพุทธศาสนาหมายถึง พระขีณาสพ หรือผู้ลอยบาปแล้ว ผู้หมดกิเลสทั้งหลาย พราหมณ์ในทางพุทธศาสนาหมายถึง พระขีณาสพ หรือผู้ลอยบาปแล้ว ผู้หมดกิเลสเหล่านั้นมีลัทธิว่า สิ่งของที่บูชาแล้วในไฟใดเป็นของมีผลมาก ถ้าว่าไฟนั้นเป็นสิ่งควรซึ่งอันบูชา เพราะของที่เขาบูชาแล้วมีผลมากไซร้ พระสงฆ์เท่านั้นเป็นผู้ควรซึ่งอันบูชา เพราะว่าสิ่งของที่บุคคลบูชาแล้วในพระสงฆ์เป็นสิ่งที่มีผลมาก สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า
บุคคลใดพึงบำเรอไฟอยู่ในป่าตั้งร้อยปีอย่างหนึ่ง บุคคลใดพึงบูชาผู้ที่อบรมตนแล้วคนเดียวแม้เพียงชั่วครู่ อย่างหนึ่ง การบูชานั้นนั่นแลประเสริฐ การบำเรอไฟตั้งร้อยปีจะประเสริฐที่ไหน
บทว่า อาหวนีโย นั้น มีในลัทธินิกายอื่น โดยความหมายเป็นอย่างเดียวกันกับ บทว่า อาหุเนยโย นี้ ณ ที่นี้ แต่อย่างไรก็ดี ใน ๒ บทนี้ โดยพยัญชนะก็ต่างกันเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า อาหุไนยบุคคลบุคคลผู้ควรแก่ของคำนับ หรือควรแก่ของที่นำมาบูชาสักการะ
อธิบายบท ปาหุเนยโย
ก็แหละ ในบทว่า ปาหุเนยโย นี้มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ สิ่งของสำหรับให้แก่อาคันตุกะ ที่เขาตระเตรียมไว้โดยเป็นเครื่องสักการะการบูชา, การนับถือ, ลาภสักการะหรือเกียรติยศที่ผู้อื่นมอบให้ เพื่อประโยชน์แก่ญาติมิตรผู้เป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจ ซึ่งมาแต่ทิศใหญ่และทิศน้อยทั้งหลาย เรียกว่า ปาหุน (ของต้อนรับแขก) สิ่งของแม้นั้น เว้นญาติและมิตรผู้เป็นแขกเหล่านั้นเสีย ควรเพื่อจะถวายเฉพาะแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์เท่านั้นควรเพื่อจะรับซึ่งสิ่งของนั้น เพราะว่า ขึ้นชื่อว่าแขกที่จะเหมือนพระสงฆ์หามีไม่ เป็นความจริงอย่างนั้น พระสงฆ์นี้จักปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพุทธันดร ๑ ล่วงไปแล้ว และเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมทั้งหลายอันสร้างความเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจให้ชนิดที่ไม่เจือปนอีกด้วยของต้อนรับแขกควรเพื่อจะถวายแก่พระสงฆ์นั้น และพระสงฆ์เป็นผู้ควรเพื่อรับของต้อนรับแขก เหตุนั้น พระสงฆ์จึงชื่อว่า ปาหุเนยโย ผู้ควรรับของต้อนรับแขก
อนึ่ง โดยเหตุที่พระสงฆ์ของบุคคลจำพวกที่ถือพระบาลีว่า ปาหวนีโย ย่อมควรซึ่งการกระทำก่อน ฉะนั้น ทานวัตถุอันบุคคลพึงนำมาบูชาในพระสงฆ์นี้ก่อนกว่าเขาทั้งหมด เพราะฉะนั้น พระสงฆ์นี้จึงชื่อว่า ปาหวนีโย ผู้เป็นที่อันบุคคลควรนำบูชาก่อน
อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งการบูชาโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปาหวนีโย แปลว่า ผู้ควรซึ่งการบูชาโดยประการทั้งปวง ศัพท์ว่า ปาหวนีย นี้นั้น ณ ที่นี้ท่านกล่าวว่า ปาหุเนยุย โดยอรรถาธิบายก็เหมือนกันนั้น
อธิบายบท ทกุขิเณยโย
ก็แหละ ทานที่บุคคลให้เพราะเชื่อปรโลก เรียกว่า ทกุขิณา พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งทักขิณาของทำบุญ ทานที่บุคคลให้โดยเชื่อผลในปรโลกนั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า ทุกขิเณยโย ผู้ควรซึ่งทักขิณาของทำบุญ ทานที่บุคคลให้โดยเชื่อผลในปรโลก อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์เป็นผู้เกื้อกูลแก่ทักขิณาของทำบุญ ทานที่บุคคลให้โดยเชื่อผลในปรโลกโดยที่ทำทักขิณาของทำบุญ ทานที่บุคคลให้โดยเชื่อผลในปรโลกให้บริสุทธิ์ด้วยการกระทำให้มีผลมาก ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทกุขิเณยโย ผู้เกื้อกูลแก่ทักขิณาของทำบุญ ทานที่บุคคลให้โดยเชื่อผลในปรโลก
อธิบายบท อญฺชลิกรณีโย
พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งอัญชลีกรรม ที่ชาวโลกทั้งมวลพากันยกหัตถ์ทั้ง ๒ ตั้งไว้เหนือเศียรกระทำอยู่ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อญฺชลิกรณีโย ผู้ควรซึ่งอันกระทำอัญชลีกรรม
อธิบายบท อนุตฺตร์ ปุญฺญกุเขตต์ โลกสุส
คำว่า พระสงฆ์เป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก ความว่า พระสงฆ์เป็นสถานที่ปลูกบุญของชาวโลกทั้งมวล อย่างไม่มีอะไรเหมือน เหมือนอย่างว่า สถานที่เพาะปลูกข้าวสาลี สถานที่เพาะปลูกข้าวเหนียวของพระราชาหรือของอำมาตย์ ชาวโลกเรียกว่านาข้าวสาลีของพระราชา นาข้าวเหนียวของพระราชา ฉันใด พระสงฆ์ก็เป็นสถานที่ปลูกบุญทั้งหลายของชาวโลกทั้งมวล ฉันนั้น เพราะว่าได้อาศัยพระสงฆ์แล้ว บุญทั้งหลายอันเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขอย่างนานาประการของชาวโลก ย่อมเจริญงอกงาม เพราะเหตุฉะนั้น พระสงฆ์จึงเป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก ฉะนี้แล
องค์ฌาณ ๕ เกิด 🔔
[๑๕๗] เมื่อภิกษุผู้โยคีบุคคลระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงคุณของพระสงฆ์ทั้งหลาย อันต่างด้วยความเป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นต้นอย่างนี้ สมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะความกำหนัดยินดี ความติดใจใคร่ในกามารมณ์รบกวน จะไม่ถูกโทสะความโกรธ, ความขัดเคืองใจ, ความคิดประทุษร้ายรบกวน จะไม่ถูกโมหะความหลง ความไม่รู้จริงตามสภาวธรรม อวิชชารบกวน สมัยนั้น จิตของเธอจะปรารภตรงดิ่งถึงพระสงฆ์ ด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงทั้งหลายย่อมบังเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์สิ่งที่กั้นจิต ขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดีหรือสมาธิปัญญาได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั่นแล
แต่เพราะเหตุที่คุณของพระสงฆ์ทั้งหลายเป็นสภาพที่ล้ำลึกประการหนึ่ง เพราะเหตุที่โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียว คงถึงเพียงขั้นอุปจาระสมาธิเฉียดหรือใกล้จะถึงขั้นฌานแน่วแน่ (อัปปนา)เท่านั้น ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่า สังฆานุสสติการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์กรรมฐานฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูง เพราะเหตุที่บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์นั่นเทียว
อานิสงส์ผลประโยชน์ ผลดี หรือคุณค่าที่ได้รับจากการกระทำความดีการเจริญสังฆานุสสติการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์กรรมฐานกัมมัฏฐาน
ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสังฆานุสสติการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์กรรมฐานกัมมัฏฐานนี้ ย่อมจะสำเร็จเป็นผู้มีความเคารพมีความยำเกรงในสงฆ์ ย่อมจะบรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ด้วยคุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น ย่อมจะเป็นผู้มากล้นไปด้วยปีติและปราโมทย์ความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง ย่อมเป็นผู้กำจัดเสียได้ซึ่งโทษภัยอันน่ากลัว ย่อมเป็นผู้สามารผู้ขัดขวางความดี เครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสและวัฏฏะถอดกลั้นได้ซึ่งทุกขเวทนาความรู้สึกเจ็บปวด ลำบากกาย หรือทนได้ยาก ย่อมได้ความมั่นใจว่าอยู่ร่วมกับพระสงฆ์
อนึ่ง สรีระร่างของภิกษุนั้น อันสังฆานุสสติการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์กรรมฐานครอบครองแล้ว ย่อมกลายเป็นสิ่งที่ควรแก่การบูชาเป็นเหมือนว่าโรงอุโบสถการประชุมทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์ในวัน ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ เพื่อฟังสวดพระปาติโมกข์ที่มีพระสงฆ์ประชุมอยู่พร้อมแล้ว จิตย่อมน้อมไปเพื่อถึงพระสังฆคุณ แหละในเมื่อประจวบเข้ากับวัตถุที่จะพึงล่วงละเมิด หิริความละอายต่อการทำบาปหรืออกุศลและโอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาป ความกลัวต่อผลของทุจริตย่อมจะปรากฏขึ้นมาแก่เธอทันที เป็นเสมือนเห็นพระสงฆ์อยู่โดยพร้อมหน้าฉะนั้น
ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสังฆานุสสติการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์กรรมฐานกัมมัฏฐาน เมื่อจะไม่ได้แทงตลอดซึ่งคุณพิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาติความเกิด, การบังเกิดขึ้นของขันธ์หรือธรรมทั้งหลายนี้) ก็ย่อมจะเป็นผู้มีสุคติทางไปหรือภพภูมิที่เกิดอันมีความสุข เช่น มนุษยโลก เทวโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุนั้นแล โยคาวจรผู้พากเพียรปฏิบัติธรรม, ผู้ประกอบความเพียรในการเจริญภาวนาบุคคลผู้มีปัญญาดี บำเพ็ญความไม่ประมาทการมีสติกำกับตัวอยู่เสมอ, การไม่ปล่อยปละละเลยในการทำความดีในสังฆานุสสติการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์กรรมฐานภาวนาการทำให้มีขึ้นทำให้เจริญขึ้น, การอบรมจิตใจและการเจริญปัญญา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ
กถามุขพิสดารในสังฆานุสสติการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์กรรมฐานกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้