สารบัญ › เล่ม 31› พระสุตตันตปิฎก › ขุททกนิกาย › ปฏิสัมภิทามรรค › มหาวรรค › ญาณกถา

สุตมยญาณนิทเทส: ธรรมที่ควรกำหนดรู้และธรรมที่ควรละ

เล่ม 31 · หน้า 4 · v31-p004

สุตมยญาณสุตมยญาณsutamayañāṇaปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟังและการทรงจำธรรมนิทเทส

ธรรมที่ควรกำหนดรู้ (ปริญเญยยธรรม)

[๕๖] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ เป็นสุตมยญาณสุตมยญาณsutamayañāṇaปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟังและการทรงจำธรรมอย่างไร

  • ธรรม ๑ อย่างควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะอันมีอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน
  • ธรรม ๒ ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑
  • ธรรม ๓ ควรกำหนดรู้ คือ เวทนา ๓
  • ธรรม ๔ ควรกำหนดรู้ คือ อาหาร ๔
  • ธรรม ๕ ควรกำหนดรู้ คือ อุปาทานขันธ์ ๕
  • ธรรม ๖ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖
  • ธรรม ๗ ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติวิญญาณฐิติviññāṇaṭṭhitiภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ที่สถิตของวิญญาณสัตว์โลก ๗ ประการ
  • ธรรม ๘ ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘
  • ธรรม ๙ ควรกำหนดรู้ คือ สัตตาวาสสัตตาวาสsattāvāsaภพเป็นที่อยู่ของสัตว์ ๙ ประการ
  • ธรรม ๑๐ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐

[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง

หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง

[๕๘] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใดๆ เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

[๕๙] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช เป็นอันได้เนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท เป็นอันได้ความไม่พยาบาทแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ เป็นอันได้อาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้การกำหนดธรรม เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ เป็นอันได้ญาณแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์ เป็นอันได้ความปราโมทย์แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

[๖๐] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ปฐมฌาน เป็นอันได้ปฐมฌานแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน เป็นอันได้จตุตถฌานแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ ... เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้

[๖๑] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อนิจจานุปัสนา เป็นอันได้อนิจจานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุกขานุปัสนา ... อนัตตานุปัสนา ... นิพพิทานุปัสนา ... วิราคานุปัสนา ... นิโรธานุปัสนา ... ปฏินิสสัคคานุปัสนา ... ขยานุปัสนา ... วยานุปัสนา ... วิปริณามานุปัสนา ... อนิมิตตานุปัสนา ... อัปปณิหิตานุปัสนา ... สุญญตานุปัสนา ... เป็นอันได้สุญญตานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

[๖๒] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อธิปัญญาธรรมวิปัสนา การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอันได้อธิปัญญาธรรมวิปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ยถาภูตญาณทัสนะ ... อาทีนวานุปัสนา ... ปฏิสังขานุปัสนา ... วิวัฏฏนานุปัสนา ... เป็นอันได้วิวัฏฏนานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

[๖๓] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็นอันได้โสดาปัตติมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทาคามิมรรค ... อนาคามิมรรค ... อรหัตมรรค เป็นอันได้อรหัตมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใดๆ เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าสุตมยญาณสุตมยญาณsutamayañāṇaปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟังและการทรงจำธรรม

ธรรมที่ควรละ (ปหาตัพพธรรม) และประเภทแห่งปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรม

[๖๔] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณสุตมยญาณsutamayañāṇaปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟังและการทรงจำธรรมอย่างไร

  • ธรรม ๑ อย่างควรละ คือ อัสมิมานะอัสมิมานะasmimānaความถือตัวว่ามีตัวตน ความยึดมั่นว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่
  • ธรรม ๒ ควรละ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑
  • ธรรม ๓ ควรละ คือ ตัณหา ๓
  • ธรรม ๔ ควรละ คือ โอฆะโอฆะoghaห้วงน้ำคือกิเลสอันท่วมใจสัตว์ ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา
  • ธรรม ๕ ควรละ คือ นิวรณ์ ๕
  • ธรรม ๖ ควรละ คือ หมวดตัณหา ๖
  • ธรรม ๗ ควรละ คือ อนุสัย ๗
  • ธรรม ๘ ควรละ คือ มิจฉัตตะ ความเป็นผิด ๘
  • ธรรม ๙ ควรละ คือ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙
  • ธรรม ๑๐ ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๑๐

[๖๕] ปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรม คือ สมุจเฉทปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมสมุจเฉทปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมsamucchedappahānaการละกิเลสได้อย่างเด็ดขาดด้วยโลกุตรมรรค ไม่กำเริบอีกปฏิปัสสัทธิปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมปฏิปัสสัทธิปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมpaṭipassaddhippahānaการละกิเลสด้วยความสงบระงับราบคาบในขณะแห่งโลกุตรผลสมุจเฉทปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมสมุจเฉทปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมsamucchedappahānaการละกิเลสได้อย่างเด็ดขาดด้วยโลกุตรมรรค ไม่กำเริบอีก อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมปฏิปัสสัทธิปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมpaṭipassaddhippahānaการละกิเลสด้วยความสงบระงับราบคาบในขณะแห่งโลกุตรผลอันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรค เครื่องให้ถึงความสิ้นไป

ปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรม คือ เนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑ อรูปญาณ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑ นิโรธ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ๑ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชเป็นอันละและสละกามได้แล้ว บุคคลผู้ได้อรูปญาณเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว บุคคลผู้ได้นิโรธเป็นอันละและสละสังขารได้แล้ว

ปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรม คือ บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดสมุทัยสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการเจริญ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑

ปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรม คือ วิกขัมภนปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมวิกขัมภนปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมvikkhambhanappahānaการละกิเลสด้วยการข่มไว้ด้วยอำนาจฌานหรือสมาธิตทังคปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมตทังคปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมtadaṅgappahānaการละกิเลสได้ด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับตรงข้ามในขณะนั้นๆ เช่น วิปัสสนาญาณสมุจเฉทปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมสมุจเฉทปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมsamucchedappahānaการละกิเลสได้อย่างเด็ดขาดด้วยโลกุตรมรรค ไม่กำเริบอีกปฏิปัสสัทธิปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมปฏิปัสสัทธิปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมpaṭipassaddhippahānaการละกิเลสด้วยความสงบระงับราบคาบในขณะแห่งโลกุตรผลนิสสรณปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมนิสสรณปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมnissaraṇappahānaการละกิเลสด้วยการสลัดออกได้เด็ดขาด หมายถึงพระนิพพาน ๑ การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน การละทิฐิด้วยองค์นั้นๆ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมสมุจเฉทปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมsamucchedappahānaการละกิเลสได้อย่างเด็ดขาดด้วยโลกุตรมรรค ไม่กำเริบอีก อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมปฏิปัสสัทธิปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมpaṭipassaddhippahānaการละกิเลสด้วยความสงบระงับราบคาบในขณะแห่งโลกุตรผลอันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคเครื่องให้ถึงความสิ้นไป และนิสสรณปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมนิสสรณปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรมnissaraṇappahānaการละกิเลสด้วยการสลัดออกได้เด็ดขาด หมายถึงพระนิพพานเป็นนิโรธ คือ นิพพาน

[๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรละคืออะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรละทุกอย่าง

หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ ฯลฯ มโนวิญญาณ ฯลฯ มโนสัมผัส ฯลฯ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรละทุกอย่าง

เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... จักษุ ... ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ [ด้วยความเป็นอนัตตา] ด้วยความว่าเป็นที่สุด ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ธรรมใดๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้วธรรมนั้นๆ เป็นอันสละได้แล้ว ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณสุตมยญาณsutamayañāṇaปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟังและการทรงจำธรรม

จบตติยภาณวารภาณวารbhāṇavāraวาระหรือรอบแห่งการสวด การจัดหมวดหมู่ความยาวของพระสูตรสำหรับท่องจำ

ผลค้นหา