สุตมยญาณสุตมยญาณsutamayañāṇaปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟังและการทรงจำธรรมนิทเทส
ธรรมที่ควรเจริญ
[๖๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณสุตมยญาณsutamayañāṇaปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟังและการทรงจำธรรมอย่างไร
- ธรรม ๑ อย่างควรเจริญ คือ กายคตาสติอันสหรคตด้วยความสำราญ
- ธรรม ๒ ควรเจริญ คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑
- ธรรม ๓ ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓
- ธรรม ๔ ควรเจริญ คือ สติปัฏฐาน ๔
- ธรรม ๕ ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕
- ธรรม ๖ ควรเจริญ คือ อนุสสติ ๖
- ธรรม ๗ ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗
- ธรรม ๘ ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘
- ธรรม ๙ ควรเจริญ คือ องค์อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ (ปาริสุทธิปาริสุทธิpārisuddhiความบริสุทธิ์หมดจด ในที่นี้หมายถึงวิสุทธิ ๙ หรือองค์อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์) ๙
- ธรรม ๑๐ ควรเจริญ คือ กสิณ ๑๐
ภาวนาหมวด ๒ หมวด ๓ และหมวด ๔
[๖๘] ภาวนา ๒ คือ โลกิยภาวนา ๑ โลกุตรภาวนา ๑
ภาวนา ๓ คือ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก (โลกุตรกุศล) ๑ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก เป็นส่วนประณีตอย่างเดียว
ภาวนา ๔ คือ เมื่อแทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดสมุทัยสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยปหานะปหานะPahānaการละ การกำจัดกิเลสและปฏิปักขธรรม ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดนิโรธสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยาสัจฉิกิริยาSacchikiriyaการทำให้แจ้ง การประจักษ์แจ้งธรรมด้วยตนเอง ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดมรรคสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ ภาวนา ๔ นี้
ภาวนา ๔ ประการ (เอสนาภาวนาเอสนาภาวนาesanābhāvanāการเจริญธรรมที่มีกิจเป็นอย่างเดียวกันในเบื้องต้นแห่งการเข้าสมาธิ ปฏิลาภภาวนาปฏิลาภภาวนาpaṭilābhabhāvanāการเจริญธรรมที่ได้บรรลุแล้วและธรรมทั้งหลายไม่ล่วงล้ำขัดแย้งกันในสมาธิ เอกรสาภาวนาเอกรสาภาวนาekarasabhāvanāการเจริญธรรมที่องค์ธรรมต่างๆ ทำหน้าที่สอดคล้องประสานเป็นรสเดียวกัน อาเสวนาภาวนาอาเสวนาภาวนาāsevanābhāvanāการเจริญสมาธิภาวนาด้วยการซ่องเสพ อบรม ทำให้มากสม่ำเสมอในทุกกาล)
[๖๙] ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ เอสนาภาวนาเอสนาภาวนาesanābhāvanāการเจริญธรรมที่มีกิจเป็นอย่างเดียวกันในเบื้องต้นแห่งการเข้าสมาธิ ๑ ปฏิลาภภาวนาปฏิลาภภาวนาpaṭilābhabhāvanāการเจริญธรรมที่ได้บรรลุแล้วและธรรมทั้งหลายไม่ล่วงล้ำขัดแย้งกันในสมาธิ ๑ เอกรสาภาวนาเอกรสาภาวนาekarasabhāvanāการเจริญธรรมที่องค์ธรรมต่างๆ ทำหน้าที่สอดคล้องประสานเป็นรสเดียวกัน ๑ อาเสวนาภาวนาอาเสวนาภาวนาāsevanābhāvanāการเจริญสมาธิภาวนาด้วยการซ่องเสพ อบรม ทำให้มากสม่ำเสมอในทุกกาล ๑
เอสนาภาวนาเอสนาภาวนาesanābhāvanāการเจริญธรรมที่มีกิจเป็นอย่างเดียวกันในเบื้องต้นแห่งการเข้าสมาธิเป็นไฉน? เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าเอสนาภาวนาเอสนาภาวนาesanābhāvanāการเจริญธรรมที่มีกิจเป็นอย่างเดียวกันในเบื้องต้นแห่งการเข้าสมาธิ
ปฏิลาภภาวนาปฏิลาภภาวนาpaṭilābhabhāvanāการเจริญธรรมที่ได้บรรลุแล้วและธรรมทั้งหลายไม่ล่วงล้ำขัดแย้งกันในสมาธิเป็นไฉน? เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว ธรรมทั้งหลายที่เกิดในสมาธินั้น ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าปฏิลาภภาวนาปฏิลาภภาวนาpaṭilābhabhāvanāการเจริญธรรมที่ได้บรรลุแล้วและธรรมทั้งหลายไม่ล่วงล้ำขัดแย้งกันในสมาธิ
[๗๐] เอกรสาภาวนาเอกรสาภาวนาekarasabhāvanāการเจริญธรรมที่องค์ธรรมต่างๆ ทำหน้าที่สอดคล้องประสานเป็นรสเดียวกันเป็นไฉน? เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน... เมื่อเจริญวิริยินทรีย์... เจริญสตินทรีย์... เจริญสมาธินทรีย์... เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน
เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะอสัทธิยะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละ... เมื่อเจริญปัญญาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน
เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์... เมื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทาง โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน
เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็นชอบ องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฐิ... เมื่อเจริญสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนาด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ภาวนานี้ ชื่อว่าเอกรสาภาวนาเอกรสาภาวนาekarasabhāvanāการเจริญธรรมที่องค์ธรรมต่างๆ ทำหน้าที่สอดคล้องประสานเป็นรสเดียวกัน
[๗๑] อาเสวนาภาวนาอาเสวนาภาวนาāsevanābhāvanāการเจริญสมาธิภาวนาด้วยการซ่องเสพ อบรม ทำให้มากสม่ำเสมอในทุกกาลเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งสมาธิที่ถึงความสำราญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอดเวลาเที่ยงก็ดี ตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัตก็ดี ตลอดเวลาหลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดี ตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอดวันก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาวก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดี ตลอดส่วนวัยต้นก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้ ชื่อว่าอาเสวนาภาวนาอาเสวนาภาวนาāsevanābhāvanāการเจริญสมาธิภาวนาด้วยการซ่องเสพ อบรม ทำให้มากสม่ำเสมอในทุกกาล ภาวนา ๔ ประการนี้
ภาวนาในอรรถ ๔ ประการกับการละกิเลส
[๗๒] ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ
- ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น ๑
- ภาวนาด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ๑
- ภาวนาด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ ๑
- ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ๑
[๗๓] ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น อย่างไร
เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละนิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละนิจจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละอายูหนะอายูหนะāyūhanaการสั่งสมหรือการขวนขวายทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร (การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวยานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิปริณามpropertyานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอรหัตมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน
[๗๔] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน อย่างไร
เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช... เมื่อละกิเลสทั้งหมด อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน
[๗๕] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างไร
พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช... เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ
[๗๖] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก อย่างไร
เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช... เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก
พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา พิจารณาเห็นเวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ... จักษุ ฯลฯ พิจารณาเห็นชราและมรณะ... พิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ชื่อว่าเจริญภาวนา ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันเจริญแล้ว ธรรมนั้นๆ ย่อมมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณสุตมยญาณsutamayañāṇaปัญญาที่เกิดจากการสดับตรับฟังและการทรงจำธรรม
จบจตุตถภาณวารภาณวารbhāṇavāraวาระหรือรอบแห่งการสวด การจัดหมวดหมู่ความยาวของพระสูตรสำหรับท่องจำจตุตถภาณวารภาณวารbhāṇavāraวาระหรือรอบแห่งการสวด การจัดหมวดหมู่ความยาวของพระสูตรสำหรับท่องจำcatutthabhāṇavāraวาระแห่งการสวดหรือส่วนของคัมภีร์ที่จบลงเป็นตอนที่ ๔
