สารบัญ › เล่ม 31› พระสุตตันตปิฎก › ขุททกนิกาย › ปฏิสัมภิทามรรค › มหาวรรค › ญาณกถา

นานัตตญาณ ๕ (วัตถุ โคจร จริยา ภูมิ ธรรม)

เล่ม 31 · หน้า 10 · v31-p010

ญาณกถา: นานัตตญาณ

๑. วัตถุนานัตตญาณวัตถุนานัตตญาณvatthunānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างแห่งวัตถุธรรมภายใน เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ต่อ)

[๑๖๑] พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างไร ฯ

ย่อมกำหนดว่า จักษุเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้วเข้ามาประชุมแล้ว ว่าจักษุไม่มี (จักษุเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน) มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดจักษุโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่าจักษุไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จักษุไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

[๑๖๒] พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า หูเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า จมูกเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า ลิ้นเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า กายเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า ใจเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมกันแล้ว ใจไม่มี (ใจเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน) มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดใจโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ใจไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ใจไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณวัตถุนานัตตญาณvatthunānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างแห่งวัตถุธรรมภายใน เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

๒. โคจรนานัตตญาณโคจรนานัตตญาณgocaranānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งอารมณ์ภายนอก (อายตนะภายนอก ๖)

[๑๖๓] ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณโคจรนานัตตญาณgocaranānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งอารมณ์ภายนอก (อายตนะภายนอก ๖)อย่างไร พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายนอกอย่างไร ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นภายนอก ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า รูปเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้ว รูปไม่มี (รูปเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน) มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า รูปไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา รูปไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

[๑๖๔] พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า เสียงเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า รสเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า โผฏฐัพพะเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า ธรรมารมณ์เกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร เกิดแล้ว เข้าประชุมพร้อมแล้วธรรมารมณ์ไม่มี (ธรรมารมณ์เดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน) มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ธรรมารมณ์ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืนไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณโคจรนานัตตญาณgocaranānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งอารมณ์ภายนอก (อายตนะภายนอก ๖)

๓. จริยานานัตตญาณจริยานานัตตญาณcariyānānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งความประพฤติ (จริยา ๓)

[๑๖๕] ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณจริยานานัตตญาณcariyānānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งความประพฤติ (จริยา ๓)อย่างไร จริยาในบทว่า จริยา มี ๓ คือ วิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ อัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ ญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล

วิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดูรูปทั้งหลายเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ จักขุวิญญาณอันเป็นแต่เพียงเห็นรูป เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะได้เห็นรูปแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะขึ้นสู่รูปแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการฟังเสียงเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ โสตวิญญาณอันเป็นแต่เพียงฟังเสียง เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะได้ฟังเสียงแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะขึ้นสู่เสียงแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดมกลิ่นเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ฆานวิญญาณอันเป็นแต่เพียงดมกลิ่น เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะได้ดมกลิ่นแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะขึ้นสู่กลิ่นแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการลิ้มรสเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ชิวหาวิญญาณอันเป็นแต่เพียงลิ้มรส เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะได้ลิ้มรสแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะขึ้นสู่รสแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการถูกต้องโผฏฐัพพะเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ กายวิญญาณอันเป็นแต่เพียงถูกต้องโผฏฐัพพะ เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะได้ถูกต้องโผฏฐัพพะแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะขึ้นสู่โผฏฐัพพะแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการรู้แจ้งธรรมารมณ์เป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ มโนวิญญาณอันเป็นแต่เพียงรู้แจ้งธรรมารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะขึ้นสู่ธรรมารมณ์แล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ

[๑๖๖] คำว่า วิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ชื่อว่าวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ เพราะอรรถว่า ประพฤติไม่มีราคะ ประพฤติไม่มีโทสะ ประพฤติไม่มีโมหะ ประพฤติไม่มีมานะ ประพฤติไม่มีทิฐิ ประพฤติไม่มีอุทธัจจะ ประพฤติไม่มีวิจิกิจฉา ประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยทิฐิ ประพฤติไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ประพฤติไม่ประกอบด้วยอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นวิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว วิญญาณมีความประพฤติเห็นปานนี้ เหตุนั้นจึงชื่อว่า วิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส เหตุนั้นจึงชื่อว่า วิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ นี้ชื่อว่าวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ

[๑๖๗] อัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในรูปอันเป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะ ในรูปอันไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะ ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งโมหะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งมานะที่ผูกพันธ์ อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งมานะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งทิฐิ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมารมณ์เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะในธรรมารมณ์ไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะ ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งโมหะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งทิฐิ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ ความแล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ

[๑๖๘] คำว่า อัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ ความว่า ชื่อว่าอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ชื่อว่าอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ เพราะอรรถว่า ประพฤติมีราคะ ประพฤติมีโทสะ ประพฤติมีโมหะ ประพฤติมีมานะ ประพฤติมีทิฐิ ประพฤติมีอุทธัจจะ ประพฤติมีวิจิกิจฉา ประพฤติมีอนุสัย ประพฤติประกอบด้วยราคะ ประพฤติประกอบด้วยโทสะ ประพฤติประกอบด้วยโมหะ ประพฤติประกอบด้วยมานะ ประพฤติประกอบด้วยทิฐิ ประพฤติประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติประกอบด้วยวิจิกิจฉา ประพฤติประกอบด้วยอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติประกอบด้วยอกุศลธรรม ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบาก ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้ ความไม่รู้มีจริยาเห็นปานนี้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ นี้ชื่อว่าอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ

[๑๖๙] ญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการพิจารณาเห็นความทุกข์ อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ การพิจารณาเห็นทุกข์ เป็นญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการพิจารณาเห็นอนัตตา อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ การพิจารณาเห็นอนัตตา เป็นญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ฯลฯ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความดับ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสละคืน เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสิ้นไป เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเสื่อมไป เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความแปรปรวน เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิต เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้ง เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสูญ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพื่อต้องการพิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อต้องการพิจารณาเห็นโทษ เพื่อต้องการพิจารณาหาทาง อันเป็นอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต เป็นวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ การพิจารณาหาทาง เป็นญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล การพิจารณาเห็นความคลายออก (นิพพาน) เป็นญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล เป็นญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล

[๑๗๐] คำว่า ญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล ความว่า ชื่อว่าญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ชื่อว่าญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีราคะ ประพฤติไม่มีโทสะ ฯลฯ ประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยทิฐิ ไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ไม่ประกอบด้วยอนุสัย ประกอบด้วยกุศลธรรม ไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประกอบด้วยกรรมขาว ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ไม่ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในญาณ ญาณมีจริยาเห็นปานนี้ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล นี้ชื่อว่าญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล วิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลวิญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลviññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปเพียงการรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารต่างๆ อันเป็นจิตตามปกติ อัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลอัญญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลaññāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยความไม่รู้ กิเลส เช่น ราคะ โทสะ โมหะ ญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณจริยานานัตตญาณcariyānānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งความประพฤติ (จริยา ๓)

๔. ภูมินานัตตญาณภูมินานัตตญาณbhūminānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งภูมิ ๔ (กาม รูป อรูป โลกุตระ)

[๑๗๑] ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณภูมินานัตตญาณbhūminānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งภูมิ ๔ (กาม รูป อรูป โลกุตระ)อย่างไร ภูมิ ๔ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตรภูมิ ฯ

[๑๗๒] กามาวจรภูมิเป็นไฉน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตลอดไปจนถึงอเวจีนรกเป็นที่สุด ข้างบนขึ้นไปจนถึงเทวดาชาวปรนิมมิตวสวดีเป็นที่สุด นี้เป็นกามาวจรภูมิ ฯ

[๑๗๓] รูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิฏฐ์ข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่ารูปาวจรภูมิ ฯ

[๑๗๔] อรูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนภพ ตลอดขึ้นไปจนถึงเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่าอรูปาวจรภูมิ ฯ

[๑๗๕] โลกุตรภูมิเป็นไฉน มรรค ผล และนิพพานธาตุอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง อันเป็นโลกุตระ นี้ชื่อว่าโลกุตรภูมิ ภูมิ ๔ เหล่านี้ ฯ

[๑๗๖] ภูมิ ๔ อีกประการหนึ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ ฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปาวจรสมาบัติ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ปฏิปทา ๔ อารมณ์ ๔ อริยวงศ์ ๔ สังคหวัตถุ ๔ จักร ๔ ธรรมบท ๔ ภูมิ ๔ เหล่านี้ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณภูมินานัตตญาณbhūminānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งภูมิ ๔ (กาม รูป อรูป โลกุตระ)

๕. ธรรมนานัตตญาณธรรมนานัตตญาณdhammanānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งธรรม ๙ ประเภท (จำแนกตามภูมิและกุศล อกุศล อัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต)

[๑๗๗] ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณธรรมนานัตตญาณdhammanānattañāṇaปัญญาในการกำหนดรู้ความต่างกันแห่งธรรม ๙ ประเภท (จำแนกตามภูมิและกุศล อกุศล อัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต)อย่างไร พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างไร ย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต ย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต ย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต ย่อมกำหนดโลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต

[๑๗๘] พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต อย่างไร ย่อมกำหนดกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดอกุศลธรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายอกุศล ย่อมกำหนดรูป วิบากและกิริยาเป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต อย่างนี้ ฯ

[๑๗๙] พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต อย่างไร ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต อย่างนี้ ฯ

[๑๘๐] พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต อย่างไร ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤตอัพยากฤตabyākataสภาวธรรมที่เป็นกลาง มิใช่กุศลและมิใช่อกุศล เช่น วิบากและกิริยาจิต อย่างนี้ ฯ

ผลค้นหา