ญาณกถา
นิโรธสมาปัตติญาณนิโรธสมาปัตติญาณnirodhasamāpattiñāṇaปัญญาในความชำนาญแห่งการเข้าถึงความดับสนิทแห่งจิตและเจตสิกชั่วคราว (ต่อ)
[๒๒๑] คำว่า วิปสฺสนาพลํ ความว่า ชื่อว่าวิปัสสนาพละวิปัสสนาพละvipassanābalaกำลังการรู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณ์ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าวิปัสสนาพละวิปัสสนาพละvipassanābalaกำลังการรู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณ์ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา ไม่หวั่นไหวเพราะสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสสนา ไม่หวั่นไหวเพราะอัตตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความกำหนัด ด้วยวิราคานุปัสสนา ไม่หวั่นไหวเพราะสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เพราะอวิชชา เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าวิปัสสนาพละวิปัสสนาพละvipassanābalaกำลังการรู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณ์ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น ฯ
[๒๒๒] คำว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ ความว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ เป็นไฉน วิตกวิจารเป็นวจีสังขารของท่านผู้เข้าทุติยฌานระงับไป ลมอัสสาสปัสสาสะเป็นกายสังขารของท่านผู้เข้าจตุตถฌาน ระงับไป สัญญาและเวทนาเป็นจิตตสังขารของท่านผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสัญญาเวทยิตนิโรธsaññāvedayitanirodhaการเข้าสมาบัติขั้นสูงสุดที่ดับทั้งสัญญา (ความจำได้หมายรู้) และเวทนา (ความเสวยอารมณ์) ตลอดจนจิตตสังขารทั้งหมด ระงับไป ด้วยการระงับสังขาร ๓ เหล่านี้ ฯ
[๒๒๓] คำว่า ด้วยญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล ๑๖ ความว่า ด้วยญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล ๑๖ เป็นไฉน อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา วิราคานุปัสสนา นิโรธานุปัสสนา ปฏินิสสัคคานุปัสสนา วิวัฏฏนานุปัสสนา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผล เป็นญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผลแต่ละอย่าง ๆ ด้วยญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล ๑๖ นี้ ฯ
[๒๒๔] คำว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ ความว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นไฉน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นสมาธิจริยาแต่ละอย่าง ๆ วิตกวิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ฯลฯ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ ฯ
[๒๒๕] คำว่า วสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ ความว่า วสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ ๕ ประการ คือ อาวัชชนาวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ ๑ สมาปัชชนาวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ ๑ อธิษฐานวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ ๑ วุฏฐานวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ ๑ ปัจจเวกขณวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ ๑ ฯ
สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ สมาปัตติลาภีบุคคลเข้าปฐมฌานได้ ณ สถานที่ และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสมาปัชชนาวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ สมาปัตติลาภีบุคคลอธิษฐานปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการอธิษฐาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอธิษฐานวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ สมาปัตติลาภีบุคคลออกปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการออก เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ สมาปัตติลาภีบุคคลพิจารณาปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงทุติยฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ สมาปัตติลาภีบุคคลเข้า ฯลฯ อธิษฐาน ออก พิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ วสีวสีvasīความชำนาญ คล่องแคล่ว แคล่วคล่องในการเข้า อยู่ และออกจากสมาธิหรือสมาบัติ มี ๕ ประการ ๕ ประการนี้ ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณนิโรธสมาปัตติญาณnirodhasamāpattiñāṇaปัญญาในความชำนาญแห่งการเข้าถึงความดับสนิทแห่งจิตและเจตสิกชั่วคราว ฯ
ปรินิพพานญาณปรินิพพานญาณparinibbānañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปของกิเลสและขันธ์ทั้งปวงของพระอรหันต์ผู้รู้สึกตัว
[๒๒๖] ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลส และขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณปรินิพพานญาณparinibbānañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปของกิเลสและขันธ์ทั้งปวงของพระอรหันต์ผู้รู้สึกตัวอย่างไร ฯ
สัมปชานบุคคลในศาสนานี้ ย่อมยังความเป็นไปแห่งกามฉันทะให้สิ้นไป ด้วยความไม่พยาบาท ฯลฯ แห่งถีนมิทธะให้สิ้นไป ด้วยอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ ฯลฯ แห่งอุทธัจจะให้สิ้นไป ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ แห่งวิจิกิจฉาให้สิ้นไป ด้วยการกำหนดธรรม ฯลฯ แห่งอวิชชาให้สิ้นไป ด้วยญาณ แห่งความไม่ยินดี ด้วยความปราโมทย์ ยังความเป็นไปแห่งนิวรณ์ให้สิ้นไป ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ยังความเป็นไปแห่งกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไป ด้วยอรหัตมรรค ฯ
อีกประการหนึ่ง ความเป็นไปแห่งจักษุนี้แล ของสัมปชานบุคคลผู้นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่งจักษุอื่นย่อมไม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งหู ฯลฯ ความเป็นไปแห่งจมูก ความเป็นไปแห่งลิ้น ความเป็นไปแห่งกาย ความเป็นไปแห่งใจนี้แล ของสัมปชานบุคคลผู้นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่งใจอื่นย่อมไม่เกิดขึ้น ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ ของสัมปชานบุคคลนี้เป็นปรินิพพานญาณปรินิพพานญาณparinibbānañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปของกิเลสและขันธ์ทั้งปวงของพระอรหันต์ผู้รู้สึกตัว ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณปรินิพพานญาณparinibbānañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปของกิเลสและขันธ์ทั้งปวงของพระอรหันต์ผู้รู้สึกตัว ฯ
สมสีสัฏฐญาณสมสีสัฏฐญาณsamasīsaṭṭhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดกิเลสโดยชอบและในนิโรธ
[๒๒๗] ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณสมสีสัฏฐญาณsamasīsaṭṭhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดกิเลสโดยชอบและในนิโรธอย่างไร ฯ
คำว่า ธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตตรธรรม ฯ
[๒๒๘] คำว่า ในการตัดขาดโดยชอบ ความว่า พระโยคาวจรย่อมตัดกามฉันทะขาดโดยชอบ ด้วยเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช ย่อมตัดพยาบาทขาดโดยชอบ ด้วยความไม่พยาบาท ย่อมตัดถีนมิทธะขาดโดยชอบ ด้วยอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ ย่อมตัดอุทธัจจะขาดโดยชอบ ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมตัดวิจิกิจฉาขาดโดยชอบ ด้วยการกำหนดธรรม ย่อมตัดอวิชชาขาดโดยชอบ ด้วยญาณ ย่อมตัดอรติขาดโดยชอบ ด้วยความปราโมทย์ ย่อมตัดนิวรณ์ขาดโดยชอบ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ย่อมตัดกิเลสทั้งปวงขาดโดยชอบ ด้วยอรหัตมรรค ฯ
[๒๒๙] คำว่า ในนิโรธ ความว่า พระโยคาวจรย่อมทำกามฉันทะให้ดับ ด้วยเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช ย่อมทำพยาบาทให้ดับ ด้วยความไม่พยาบาท ย่อมทำถีนมิทธะให้ดับ ด้วยอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ ย่อมทำอุทธัจจะให้ดับ ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมทำวิจิกิจฉาให้ดับ ด้วยการกำหนดธรรม ย่อมทำอวิชชาให้ดับด้วยญาณ ย่อมทำอรติให้ดับ ด้วยความปราโมทย์ ย่อมทำนิวรณ์ให้ดับ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ย่อมทำกิเลสทั้งปวงให้ดับ ด้วยอรหัตมรรค ฯ
[๒๓๐] คำว่า ความไม่ปรากฏ ความว่า บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช กามฉันทะย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ความไม่พยาบาท ความพยาบาทย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้อาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ ถีนมิทธะย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้การกำหนดธรรม วิจิกิจฉาย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ญาณ อวิชชาย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ความปราโมทย์ อรติย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ปฐมฌาน นิวรณ์ย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ ผู้ได้อรหัตมรรค กิเลสทั้งปวงย่อมไม่ปรากฏ ฯ
[๒๓๑] คำว่า สงบ ความว่า เนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละกามฉันทะเสียแล้ว ความไม่พยาบาทเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละความพยาบาทเสียแล้ว อาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละถีนมิทธะเสียแล้ว ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละอุทธัจจะเสียแล้ว การกำหนดธรรมเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละวิจิกิจฉาเสียแล้ว ญาณเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละอวิชชาเสียแล้ว ความปราโมทย์เป็นธรรมสงบ เพราะท่านละอรติเสียแล้ว ปฐมฌานเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละนิวรณ์เสียแล้ว ฯลฯ อรหัตมรรคเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละกิเลสทั้งปวงเสียแล้ว ฯ
[๒๓๒] คำว่า เป็นประธาน ความว่า ธรรมเป็นประธาน ๑๓ ประการ คือ ตัณหามีความกังวลเป็นประธาน ๑ มานะมีความผูกพันเป็นประธาน ๑ ทิฐิมีความยึดมั่นเป็นประธาน ๑ อุทธัจจะมีความฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ อวิชชามีกิเลสเป็นประธาน ๑ ศรัทธามีความน้อมใจเชื่อเป็นประธาน ๑ วิริยะมีความประคองไว้เป็นประธาน ๑ สติมีการเข้าไปตั้งไว้เป็นประธาน ๑ สมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ ปัญญามีความเห็นเป็นประธาน ๑ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นไปเป็นประธาน ๑ วิโมกข์มีอารมณ์เป็นประธาน ๑ นิโรธมีสังขารเป็นประธาน ๑ ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณสมสีสัฏฐญาณsamasīsaṭṭhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดกิเลสโดยชอบและในนิโรธ ฯ
สัลเลขัฏฐญาณสัลเลขัฏฐญาณsallekhaṭṭhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ และเดช ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา
[๒๓๓] ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ และเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาณสัลเลขัฏฐญาณsallekhaṭṭhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ และเดช ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลาอย่างไร ฯ
คำว่า หนา คือ ราคะหนา โทสะหนา โมหะหนา ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความเจ้าเล่ห์ ความโอ้อวด หัวดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความมัวเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นกิเลสหนา ฯ
[๒๓๔] คำว่า สภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว ความว่า กามฉันทะเป็นสภาพต่าง เนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชเป็นสภาพเดียว พยาบาทเป็นสภาพต่าง ความไม่พยาบาทเป็นสภาพเดียว ถีนมิทธะเป็นสภาพต่าง อาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะเป็นสภาพเดียว อุทธัจจะเป็นสภาพต่าง ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นสภาพเดียว วิจิกิจฉาเป็นสภาพต่าง การกำหนดธรรมเป็นสภาพเดียว อวิชชาเป็นสภาพต่าง ญาณเป็นสภาพเดียว อรติเป็นสภาพต่าง ความปราโมทย์เป็นสภาพเดียว นิวรณ์เป็นสภาพต่าง ปฐมฌานเป็นสภาพเดียว ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นสภาพต่าง อรหัตมรรคเป็นสภาพเดียว ฯ
[๒๓๕] คำว่า เดช ความว่า เดชมี ๕ คือ จรณเดช คุณเดช ปัญญาเดช บุญญเดช ธรรมเดช บุคคลผู้มีจิตอันกล้าแข็ง ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นไปด้วยเดชคือศีลเครื่องดำเนินไป ย่อมยังเดชมิใช่คุณให้สิ้นไป ด้วยเดชคือคุณ ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้มีปัญญาทรามให้สิ้นไปด้วยเดชคือปัญญา ย่อมยังเดชมิใช่บุญให้สิ้นไปด้วยเดชคือบุญ ย่อมยังเดชมิใช่ธรรมให้สิ้นไปด้วยเดชอันเป็นธรรม ฯ
[๒๓๖] คำว่า ธรรมเครื่องขัดเกลา ความว่า กามฉันทะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา เนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา พยาบาทมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความไม่พยาบาทเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ถีนมิทธะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อุทธัจจะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา วิจิกิจฉามิใช่เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา การกำหนดธรรมเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อวิชชามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ญาณเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อรติมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความปราโมทย์เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา นิวรณ์มิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ปฐมฌานเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯลฯ กิเลสทั้งปวงมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อรหัตมรรคเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรม ซึ่งว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ และเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาณสัลเลขัฏฐญาณsallekhaṭṭhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ และเดช ด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา ฯ
วิริยารัมภญาณวิริยารัมภญาณvīriyārambhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในการปรารภความเพียร ประคองจิตไม่ให้หดหู่และส่งไปเพื่อละอกุศลและเจริญกุศล
[๒๓๗] ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เป็นวิริยารัมภญาณวิริยารัมภญาณvīriyārambhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในการปรารภความเพียร ประคองจิตไม่ให้หดหู่และส่งไปเพื่อละอกุศลและเจริญกุศลอย่างไร ฯ
ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไปเพื่อจะยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นวิริยารัมภญาณวิริยารัมภญาณvīriyārambhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในการปรารภความเพียร ประคองจิตไม่ให้หดหู่และส่งไปเพื่อละอกุศลและเจริญกุศลแต่ละอย่าง ๆ ฯ
[๒๓๘] ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เพื่อยังกามฉันทะที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวชที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังกิเลสทั้งปวงที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละกิเลสทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังอรหัตมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งอรหัตมรรคที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นวิริยารัมภญาณวิริยารัมภญาณvīriyārambhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในการปรารภความเพียร ประคองจิตไม่ให้หดหู่และส่งไปเพื่อละอกุศลและเจริญกุศลแต่ละอย่าง ๆ ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตส่งไป เป็นวิริยารัมภญาณวิริยารัมภญาณvīriyārambhañāṇaปัญญาหยั่งรู้ในการปรารภความเพียร ประคองจิตไม่ให้หดหู่และส่งไปเพื่อละอกุศลและเจริญกุศล ฯ
อรรถสันทัสสนญาณอรรถสันทัสสนญาณatthasandassanañāṇaปัญญาในการประกาศแสดงสภาวธรรมต่าง ๆ เช่น ขันธ์ อายตนะ โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
[๒๓๙] ปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ เป็นอรรถสันทัสสนญาณอรรถสันทัสสนญาณatthasandassanañāṇaปัญญาในการประกาศแสดงสภาวธรรมต่าง ๆ เช่น ขันธ์ อายตนะ โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างไร ฯ
ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตตรธรรม ชื่อว่าธรรมต่าง ๆ ฯ
[๒๔๐] คำว่า การประกาศ ความว่า ปัญญาย่อมประกาศรูป โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ประกาศเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฯ
