ญาณกถา: ปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบ
[๒๐๑] ญาณในธรรม ๘ ประการ ญาณในอรรถ ๘ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๖ ประการ ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบอรรถปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบatthapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ความหมาย หรือผลแห่งธรรม ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบธรรมปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบdhammapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในธรรม คือตัวธรรมดา ปริยัติธรรม หรือเหตุ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบ ปัญญาในความต่างปฏิญาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณปฏิสัมภิทาญาณpaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณไหวพริบpaṭibhānapaṭisambhidāñāṇaปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ไหวพริบ ความรู้แจ้งในญาณทั้งหลาย ฯ
วิหารัฏฐญาณวิหารัฏฐญาณvihāraṭṭhañāṇaปัญญารู้ชัดในความต่างแห่งธรรมเป็นเครื่องอยู่ (วิหารธรรม) สมาปัตตัฏฐญาณสมาปัตตัฏฐญาณsamāpattaṭṭhañāṇaปัญญารู้ชัดในความต่างแห่งการเข้าสมาบัติ และวิหารสมาปัตตัฏฐญาณสมาปัตตัฏฐญาณsamāpattaṭṭhañāṇaปัญญารู้ชัดในความต่างแห่งการเข้าสมาบัติ
[๒๐๒] ปัญญาในความต่างวิหารธรรม เป็นวิหารัฏฐญาณวิหารัฏฐญาณvihāraṭṭhañāṇaปัญญารู้ชัดในความต่างแห่งธรรมเป็นเครื่องอยู่ (วิหารธรรม) ปัญญาในความต่างแห่งสมาบัติ เป็นสมาปัตตัฏฐญาณสมาปัตตัฏฐญาณsamāpattaṭṭhañāṇaปัญญารู้ชัดในความต่างแห่งการเข้าสมาบัติ ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณสมาปัตตัฏฐญาณsamāpattaṭṭhañāṇaปัญญารู้ชัดในความต่างแห่งการเข้าสมาบัติอย่างไร ฯ
พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วซึ่งสังขารนิมิตด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วซึ่งตัณหาด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขาร พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วซึ่งความถือมั่นว่าตนด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตน ฯ
[๒๐๓] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน เพิกเฉยความเป็นไปแล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ
[๒๐๔] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิต โดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติอนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติanimittavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีนิมิตเครื่องหมายแห่งสังขารทั้งปวง พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติอัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติappaṇihitavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีที่ตั้งแห่งตัณหาหรือความปรารถนา พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติsuññatavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันว่างเปล่าจากกิเลสและความยึดถือ ฯ
[๒๐๕] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีรูปนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขาร พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตน ฯ
[๒๐๖] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ
[๒๐๗] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติอนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติanimittavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีนิมิตเครื่องหมายแห่งสังขารทั้งปวง พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติอัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติappaṇihitavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีที่ตั้งแห่งตัณหาหรือความปรารถนา พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติsuññatavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันว่างเปล่าจากกิเลสและความยึดถือ ฯ
[๒๐๘] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นเวทนานิมิต ฯลฯ สัญญานิมิต สังขารนิมิต วิญญาณนิมิต จักษุ ฯลฯ
พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขาร พิจารณาเห็นความถือมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตน ฯ
[๒๐๙] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาความถือมั่นและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ
[๒๑๐] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติอนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติanimittavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีนิมิตเครื่องหมายแห่งสังขารทั้งปวง พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมบัติ พิจารณาเห็นความยึดมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติsuññatavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันว่างเปล่าจากกิเลสและความยึดถือ
อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนเป็นอย่างหนึ่ง อนิมิตตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติอนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขารสมาบัติanimittavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีนิมิตเครื่องหมายแห่งสังขารทั้งปวงเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติอัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขารสมาบัติappaṇihitavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันไม่มีที่ตั้งแห่งตัณหาหรือความปรารถนาเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติสุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตนสมาบัติsuññatavihārasamāpattiการอยู่ด้วยสมาบัติอันว่างเปล่าจากกิเลสและความยึดถือเป็นอย่างหนึ่ง ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐญาณ ปัญญาในความแตกต่างแห่งสมาบัติเป็นสมาปัตตัฏฐญาณสมาปัตตัฏฐญาณsamāpattaṭṭhañāṇaปัญญารู้ชัดในความต่างแห่งการเข้าสมาบัติ ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณสมาปัตตัฏฐญาณsamāpattaṭṭhañāṇaปัญญารู้ชัดในความต่างแห่งการเข้าสมาบัติ ฯ
อานันตริกสมาธิญาณอานันตริกสมาธิญาณānantarikasamādhiñāṇaปัญญาในการตัดอาสวะขาดด้วยความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันมีผลติดต่อกันทันที
[๒๑๑] ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณอานันตริกสมาธิญาณānantarikasamādhiñāṇaปัญญาในการตัดอาสวะขาดด้วยความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันมีผลติดต่อกันทันทีอย่างไร ฯ
เอกัคคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช เป็นสมาธิ ญาณเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธินั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีได้ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณอานันตริกสมาธิญาณānantarikasamādhiñāṇaปัญญาในการตัดอาสวะขาดด้วยความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันมีผลติดต่อกันทันที ฯ
[๒๑๒] คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ
อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ (แต่ละอย่าง) อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ อวิชชาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอรหัตตมรรคนี้ ฯ
[๒๑๓] เอกัคคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการกำหนดธรรม ด้วยสามารถแห่งญาณ ด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน ด้วยสามารถแห่งทุติยฌาน ด้วยสามารถแห่งตติยฌาน ด้วยสามารถแห่งจตุตถฌาน ด้วยสามารถแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ด้วยสามารถแห่งอาโปกสิณ ด้วยสามารถแห่งเตโชกสิณ ด้วยสามารถแห่งวาโยกสิณ ด้วยสามารถแห่งนีลกสิณ ด้วยสามารถแห่งปีตกสิณ ด้วยสามารถแห่งโลหิตกสิณ ด้วยสามารถแห่งโอทาตกสิณ ด้วยสามารถแห่งอากาสกสิณ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณกสิณ ด้วยสามารถแห่งพุทธานุสสติ ด้วยสามารถแห่งธรรมานุสสติ ด้วยสามารถแห่งสังฆานุสสติ ด้วยสามารถแห่งสีลานุสสติ ด้วยสามารถแห่งจาคานุสสติ ด้วยสามารถแห่งเทวตานุสสติ ด้วยสามารถแห่งอานาปานสติ ด้วยสามารถแห่งมรณสติ ด้วยสามารถแห่งกายคตาสติ ด้วยสามารถแห่งอุปสมานุสสติ ด้วยสามารถแห่งอุทธุมาตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวินีลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิปุพพกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิฉิททกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิกขายิตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิกขิตตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งหตวิกขิตตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งโลหิตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งปุฬุวกสัญญา ด้วยสามารถแห่งอัฏฐิกสัญญา ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกยาว ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกสั้น ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจออก ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิแต่ละอย่างๆ ญาณย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธินั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณอานันตริกสมาธิญาณānantarikasamādhiñāṇaปัญญาในการตัดอาสวะขาดด้วยความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันมีผลติดต่อกันทันที ฯ
[๒๑๔] คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ
อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้ ฯ
กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้ ฯ
กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้ ฯ
ภวาสวะ อวิชชาสวะ ย่อมสิ้นไปไม่มีส่วนเหลือด้วยอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอรหัตมรรคนี้ ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณอานันตริกสมาธิญาณānantarikasamādhiñāṇaปัญญาในการตัดอาสวะขาดด้วยความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันมีผลติดต่อกันทันที ฯ
อรณวิหารญาณอรณวิหารญาณaraṇavihārañāṇaปัญญารู้ชัดในธรรมเป็นเครื่องอยู่อันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก (สงบจากกิเลส)
[๒๑๕] ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคมอันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผลอันประณีต เป็นอรณวิหารญาณอรณวิหารญาณaraṇavihārañāṇaปัญญารู้ชัดในธรรมเป็นเครื่องอยู่อันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก (สงบจากกิเลส)อย่างไร ฯ
คำว่า ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ความว่า อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นความทุกข์ การพิจารณาเห็นความเป็นอนัตตา ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นทัสนาธิปไตยแต่ละอย่างๆ ฯ
[๒๑๖] คำว่า สนฺโต จ วิหาราธิคโม ความว่า สุญญตวิหารสุญญตวิหารsuññatavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าจากตัวตน อนิมิตตวิหารอนิมิตตวิหารanimittavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของสังขาร อัปปณิหิตวิหารอัปปณิหิตวิหารappaṇihitavihāraธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยความไม่มีตัณหาความปรารถนาตั้งไว้ในสังขาร เป็นวิหาราธิคมอันสงบแต่ละอย่างๆ ฯ
คำว่า ปณีตาธิมุตฺตตา ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันว่างเปล่า ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีนิมิตร ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีที่ตั้ง เป็นความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผลอันประณีตแต่ละอย่างๆ ฯ
คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอรณวิหารแต่ละอย่างๆ ฯ
คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะอรรถว่า นำเสียซึ่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน นำเสียซึ่งวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน นำเสียซึ่งปีติด้วยตติยฌาน นำเสียซึ่งสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน นำเสียซึ่งรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าอรณวิหาร ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคมอันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติผลสมาบัติphalasamāpattiการเข้าสมาธิที่แนบแน่นของพระอริยบุคคล มีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยเสวยอารมณ์แห่งอริยผลอันประณีต เป็นอรณวิหารญาณอรณวิหารญาณaraṇavihārañāṇaปัญญารู้ชัดในธรรมเป็นเครื่องอยู่อันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก (สงบจากกิเลส) ฯ
นิโรธสมาปัตติญาณนิโรธสมาปัตติญาณnirodhasamāpattiñāṇaปัญญาในความชำนาญแห่งการเข้าถึงความดับสนิทแห่งจิตและเจตสิกชั่วคราว
[๒๑๗] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยาญาณจริยาñāṇacariyāความประพฤติที่เป็นไปด้วยปัญญารู้แจ้ง เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ มรรค และผล ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณนิโรธสมาปัตติญาณnirodhasamāpattiñāṇaปัญญาในความชำนาญแห่งการเข้าถึงความดับสนิทแห่งจิตและเจตสิกชั่วคราวอย่างไร ฯ
คำว่า ด้วยพละ ๒ ความว่า พละ ๒ คือสมถพละสมถพละsamathabalaกำลังความสงบระงับจิต ไม่หวั่นไหวไปด้วยนิวรณ์และกิเลส ๑ วิปัสนาพละ ๑ ฯ
[๒๑๘] สมถพละสมถพละsamathabalaกำลังความสงบระงับจิต ไม่หวั่นไหวไปด้วยนิวรณ์และกิเลสเป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเนกขัมมะNekkhammasaññāการออกจากกาม การปลีกตัวจากกามคุณหรือการออกบวช ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญาอาโลกสัญญาĀlokasaññāความกำหนดหมายในความสว่าง ความใส่ใจในแสงสว่างเพื่อระงับถีนมิทธะ ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละสมถพละsamathabalaกำลังความสงบระงับจิต ไม่หวั่นไหวไปด้วยนิวรณ์และกิเลสแต่ละอย่างๆ ฯ
[๒๑๙] คำว่า สมถพลํ ความว่า ชื่อว่าสมถพละสมถพละsamathabalaกำลังความสงบระงับจิต ไม่หวั่นไหวไปด้วยนิวรณ์และกิเลส เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าสมถพละสมถพละsamathabalaกำลังความสงบระงับจิต ไม่หวั่นไหวไปด้วยนิวรณ์และกิเลส เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิวรณ์ ด้วยปฐมฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะวิตกวิจาร ด้วยทุติยฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะปีติ ด้วยตติยฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์ ด้วยจตุตถฌาน ไม่หวั่นไหว เพราะรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่งไม่คลอนแคลน เพราะอุทธัจจะ เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะ และเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าสมถพละสมถพละsamathabalaกำลังความสงบระงับจิต ไม่หวั่นไหวไปด้วยนิวรณ์และกิเลส ฯ
[๒๒๐] วิปัสนาพละเป็นไฉน อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ฯลฯ ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสนาพละแต่ละอย่างๆ ฯ
