ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค
- ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น
- ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก
- ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา
- ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน
- ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง
- ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้
- ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น
- ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
- ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น
- ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเลือกเฟ้น
- ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประคองไว้
- ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป
- ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าสงบระงับ
- ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
- ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง
- ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา
- ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน
- ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท
- ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน
- ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา
- ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อ
- ชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้
- ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น
- ชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
- ชื่อว่าปัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าเห็น
- ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่
- ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว
- ชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่านำออก
- ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ
- ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งมั่น
- ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้
- ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ
- ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้
- ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
- ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น
- ชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน
- ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน
- ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าสำรวม
- ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
- ชื่อว่าทิฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น
- ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าหลุดพ้น
- ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด
- ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าปล่อย
- ชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด
- ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล
- ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน
- ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าเป็นที่รวม
- ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม
- ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธาน
- ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่
- ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ
- ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร
- ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด
(ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
[๑๕๗] ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ (ญาณในความไม่เกิดขึ้น) เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
[๑๕๘] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งสกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
[๑๕๙] ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่มาประชุมกันในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ ฯ