สารบัญ › เล่ม 31 › พระสุตตันตปิฎก › ขุททกนิกาย › ปฏิสัมภิทามรรค › มหาวรรค › อานาปานกถา

การกำหนดรู้ลมหายใจสั้น รู้แจ้งกองลมทั้งปวง และการระงับกายสังขาร

เล่ม 31 · หน้า 24 · v31-p024

อานาปานกถา

การพิจารณาลมหายใจสั้น การรู้แจ้งกองลม และการระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก

[๔๐๑] บุคคลเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น อย่างไร ฯ

บุคคลเมื่อหายใจออกสั้น ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้น ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้น ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย ฉันทะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้น หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะนับได้นิดหน่อย ความปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่งย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้หายใจออกหายใจเข้าละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย จิตของภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย ย่อมหลีกไปจากลมอัสสาสะปัสสาสะสั้น อุเบกขาย่อมตั้งอยู่ กาย คือ ลมหายใจออกหายใจเข้าสั้นด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา กายปรากฏ มิใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณากายในกาย ฯ

[๔๐๒] คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นอย่างไร ฯลฯ พิจารณากายนั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนาในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ฯลฯ บุคคลรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกลมหายใจเข้าสั้น ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และย่อมแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

การศึกษาว่าจักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง

[๔๐๓] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้าอย่างไร ฯ

กาย ในคำว่า กาโย มี ๒ คือ นามกายนามกายnāmakāyaหมวดธรรมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ รวมถึงจิตสังขารรูปกายรูปกายrūpakāyaหมวดธรรมที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูป ลมอัสสาสะปัสสาสะ และกายสังขารนามกายนามกายnāmakāyaหมวดธรรมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ รวมถึงจิตสังขารเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นนามด้วย เป็นนามกายนามกายnāmakāyaหมวดธรรมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ รวมถึงจิตสังขารด้วย และท่านกล่าวจิตสังขารว่า นี้เป็นนามกายนามกายnāmakāyaหมวดธรรมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ รวมถึงจิตสังขาร รูปกายรูปกายrūpakāyaหมวดธรรมที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูป ลมอัสสาสะปัสสาสะ และกายสังขารเป็นไฉน มหาภูตรูป ๔ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ลมอัสสาสะปัสสาสะ นิมิตร และท่านกล่าวว่า กายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกที่เนื่องกัน นี้เป็นรูปกายรูปกายrūpakāyaหมวดธรรมที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูป ลมอัสสาสะปัสสาสะ และกายสังขาร

[๔๐๔] กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ อย่างไร ฯ

เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น กายเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น กายเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ... เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ... เมื่อคำนึงถึง กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ เมื่อรู้ ... เมื่อเห็น ... เมื่อพิจารณา ... เมื่ออธิษฐานจิต ... เมื่อน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา ... เมื่อประคองความเพียร ... เมื่อตั้งสติไว้มั่น ... เมื่อตั้งจิตมั่น ... เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ... เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ... เมื่อละธรรมที่ควรละ ... เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ ... เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ กายเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ กาย คือ ความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกหายใจเข้าปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ

[๔๐๕] คำว่า ย่อมพิจารณา ฯลฯ สีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจา ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า จิตวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้วิสุทธิ ด้วยอรรถว่าเห็นความระวังในสีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจานั้นเป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้นเป็นอธิจิตตสิกขาอธิจิตตสิกขาadhicittasikkhāการศึกษาอบรมในจิตอันยิ่ง ความที่จิตตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่านในสมาธิ ความเห็นในทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้วิสุทธินั้นเป็นอธิปัญญาสิกขาอธิปัญญาสิกขาadhipaññāsikkhāการศึกษาอบรมในปัญญาอันยิ่ง ความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะ บุคคลคำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ รู้ศึกษา เห็นศึกษา พิจารณาศึกษา อธิษฐานศึกษา น้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาศึกษา ประคองความเพียรศึกษา ดำรงสติไว้มั่นศึกษา ตั้งจิตมั่นศึกษา รู้ชัดด้วยปัญญาศึกษา รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งศึกษา กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ศึกษา ละธรรมที่ควรละศึกษา เจริญธรรมที่ควรเจริญศึกษา ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งศึกษา เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกหายใจเข้า เวทนาย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกหายใจเข้า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

การศึกษาว่าจักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก

[๔๐๖] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจเข้า อย่างไร ฯ

กายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นไฉน ลมหายใจออกยาว เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ลมหายใจเข้ายาว เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก บุคคลระงับ คือ ดับ สงบกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านั้นศึกษาอยู่ ลมหายใจออกสั้น ลมหายใจเข้าสั้น ลมที่บุคคลรู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก บุคคลระงับ คือ ดับ สงบกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านั้น ศึกษาอยู่ ความอ่อนไป ความน้อมไป ความเอนไป ความโอนไป ความหวั่นไหว ความดิ้นรน ความโยก ความโคลง แห่งกาย มีอยู่ เพราะกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเห็นปานใด บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออก ศึกษาว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจเข้า ความไม่อ่อนไป ความไม่น้อมไป ความไม่เอนไป ความไม่โอนไป ความไม่หวั่นไหว ความไม่ดิ้นรน ความไม่โยก ความไม่โคลง แห่งกาย มีอยู่เพราะกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเห็นปานใด บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกที่ละเอียดสุขุมหายใจออก ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกที่ละเอียดสุขุมหายใจเข้า

ได้ทราบมาดังนี้ว่า บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออก ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจเข้า เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ไม่ปรากฏ ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ไม่ปรากฏ อานาปาณสติก็ไม่ปรากฏ อานาปาณสติสมาธิก็ไม่ปรากฏ และบัณฑิตทั้งหลายแม้จะเข้าแม้จะออกสมาบัตินั้นก็หามิได้ ได้ทราบมาดังนี้ว่า บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออก ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจเข้า เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ปรากฏ ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ปรากฏ อานาปาณสติก็ปรากฏ อานาปาณสติสมาธิก็ปรากฏ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมเข้าและย่อมออกสมาบัตินั้น

ข้อนั้นเหมือนอะไร เหมือนเมื่อบุคคลตีกังสดาลเสียงดังย่อมเป็นไปก่อนตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งเสียงดัง เมื่อเสียงดังค่อยลง ต่อมาเสียงค่อยก็เป็นไปภายหลังตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งเสียงค่อย และเมื่อเสียงค่อยดับลง ต่อมาจิตย่อมเป็นไปในภายหลัง แม้เพราะนิมิตแห่งเสียงค่อยเป็นอารมณ์ ข้อนี้ก็เหมือนกันฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่หยาบ ย่อมเป็นไปก่อนตามที่หมาย นึกทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่หยาบ เมื่อลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่หยาบเบาลง ต่อมาลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ละเอียด ย่อมเป็นไปในภายหลังตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ละเอียด และเมื่อลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ละเอียดเบาลงอีก ต่อมาจิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านในภายหลัง แม้เพราะความที่นิมิตแห่งลมหายใจออกลมหายใจเข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ปรากฏ ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ปรากฏ อานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกก็ปรากฏ อานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกสมาธิก็ปรากฏ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมเข้าและออกสมาบัตินั้นๆ กายคือความที่บุคคลระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออกหายใจเข้าปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ

[๔๐๗] คำว่า พิจารณา ความว่า บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณากายนั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจาด้วยอรรถว่า ความเป็นผู้ระงับ กายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกระวังลมหายใจออก ลมหายใจเข้า จิตตวิสุทธิจิตตวิสุทธิCittavisuddhiความหมดจดแห่งจิต จิตที่ตั้งมั่นบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้วิสุทธิด้วยอรรถว่าเห็น ความระวังในศีลวิสุทธินั้น เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธิจิตตวิสุทธิCittavisuddhiความหมดจดแห่งจิต จิตที่ตั้งมั่นบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์นั้น เป็นอธิจิตตสิกขาอธิจิตตสิกขาadhicittasikkhāการศึกษาอบรมในจิตอันยิ่ง ความที่จิตตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่านในสมาธิ ความเห็นในทิฐิทิฐิDiṭṭhiความเห็น, ความเห็นผิดหรือทัศนะที่มีการยึดถือเอาไว้วิสุทธินั้น เป็นอธิปัญญาสิกขาอธิปัญญาสิกขาadhipaññāsikkhāการศึกษาอบรมในปัญญาอันยิ่ง ความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะ บุคคลเมื่อคำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออกหายใจเข้า เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออกหายใจเข้า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์อนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา [ญาณในการพิจารณา] ๘ อุปัฏฐานานุสสติอุปัฏฐานานุสสติUpaṭṭhānānussatiอนุสสติหรือสติอันตั้งมั่นที่ปรากฏขึ้นในการปฏิบัติ [อนุสสติที่ปรากฏ] ๘ และสัตตันติกวัตถุ [เรื่องอันมีมาในพระสูตร] ในการพิจารณากายในกาย ๔ ฯ

จบภาณวารภาณวารbhāṇavāraวาระหรือรอบแห่งการสวด การจัดหมวดหมู่ความยาวของพระสูตรสำหรับท่องจำ