สารบัญ › เล่ม 31 › พระสุตตันตปิฎก › ขุททกนิกาย › ปฏิสัมภิทามรรค › มหาวรรค › อานาปานกถา

เวทนานุปัสสนาในอานาปานสติ (รู้แจ้งปีติ สุข จิตตสังขาร และระงับจิตตสังขาร)

เล่ม 31 · หน้า 25 · v31-p025

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในอานาปานสติอานาปานสติānāpānasatiการมีสติตั้งมั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก

[๔๐๘] การรู้แจ้งปีติหายใจออกและหายใจเข้า

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า อย่างไร ฯ

ปีติเป็นไฉน เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ปีติและปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่งย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ปีติและปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่งย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจเข้า ปีติและปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่งย่อมเกิดขึ้น ปีติและปราโมทย์ปราโมทย์pāmojjaความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง คือ ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความรื่นเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ปีตินี้ย่อมปรากฏ

เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารกายสังขารKāyasaṅkhāraสภาพปรุงแต่งกาย ในที่นี้หมายถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกหายใจเข้า สติย่อมตั้งมั่น ปีติย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อคำนึงถึง ปีตินั้นย่อมปรากฏ เมื่อรู้ ... เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียร เมื่อเข้าไปตั้งสติไว้ เมื่อจิตตั้งมั่น เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ปีตินั้นย่อมปรากฏ

เวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งปีติหายใจออกหายใจเข้าอย่างนี้นั้นปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ

คำว่า พิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจา ด้วยอรรถว่าความรู้แจ้งปีติระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งปีติหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

[๔๐๙] การรู้แจ้งสุขหายใจออกและหายใจเข้า

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า อย่างไร ฯ

สุข ในคำว่า สุขํ มี ๒ คือ กายิกสุขกายิกสุขkāyikasukhaความสุขสำราญทางกายที่เกิดจากกายสัมผัสอันเป็นสุข ๑ เจตสิกสุข ๑ ฯ

กายิกสุขกายิกสุขkāyikasukhaความสุขสำราญทางกายที่เกิดจากกายสัมผัสอันเป็นสุขเป็นไฉน ความสำราญทางกาย ความสุขที่ได้เสวยทางกาย สุขเวทนาซึ่งเป็นความสำราญเกิดแก่กายสัมผัสนี้เป็นกายิกสุขกายิกสุขkāyikasukhaความสุขสำราญทางกายที่เกิดจากกายสัมผัสอันเป็นสุข

เจตสิกสุขเป็นไฉน ความสุขทางจิต ความสุขที่ได้เสวยเป็นความสำราญเกิดแต่เจโตสัมผัส สุขเวทนาซึ่งเป็นความสำราญเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เป็นเจตสิกสุข ฯ

สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏ สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนาอย่างไร ย่อมพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจา ด้วยอรรถว่ารู้แจ้งสุขระงับลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นอรรถ ฯ

[๔๑๐] การรู้แจ้งจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออกและหายใจเข้า

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจเข้า อย่างไร ฯ

จิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเป็นไฉน สัญญาและเวทนาด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิต สัญญาและเวทนาด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิต ฯลฯ สัญญาและเวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจเข้า เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิต นี้เป็นจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิต

จิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างไร ฯ

เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น จิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น จิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง จิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเหล่านั้นย่อมปรากฏ จิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ พิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ

คำว่า พิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ย่อมพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจา ด้วยอรรถว่ารู้แจ้งจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

[๔๑๑] การระงับจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออกและหายใจเข้า

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจเข้า อย่างไร ฯ

จิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเป็นไฉน สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิตเป็นจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิต บุคคลระงับ คือ ดับ สงบจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเหล่านั้นศึกษาอยู่ สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิต บุคคลระงับ คือ ดับ สงบจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเหล่านั้นศึกษาอยู่ สัญญาและเวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออก เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิต บุคคลระงับ คือ ดับ สงบจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตเหล่านั้นศึกษาอยู่

เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิสีลวิสุทธิSīlavisuddhiความหมดจดแห่งศีล ความบริสุทธิ์ของความประพฤติทางกายและวาจา ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ระงับจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิต ระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับจิตตสังขารจิตตสังขารcittasaṅkhāraสภาพที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญาและเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมที่เนื่องด้วยจิตหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลรู้อยู่ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์

อนุปัสสนาญาณอนุปัสสนาญาณAnupassanāñāṇaปัญญาเครื่องตามพิจารณาเห็นเนืองๆ ตามความเป็นจริง เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา (ญาณในการพิจารณา) ๘ อุปัฏฐานานุสสติอุปัฏฐานานุสสติUpaṭṭhānānussatiอนุสสติหรือสติอันตั้งมั่นที่ปรากฏขึ้นในการปฏิบัติ (อนุสสติที่ปรากฏ) ๘ สุตตันติกวัตถุสุตตันติกวัตถุsuttantikavatthuหัวข้อธรรมหรือเรื่องราวอันมีมาตามนัยแห่งพระสูตร (เรื่องอันมีมาในพระสูตร) ในการพิจารณาเวทนาในเวทนา ๔ ฯ

จบภาณวารภาณวารbhāṇavāraวาระหรือรอบแห่งการสวด การจัดหมวดหมู่ความยาวของพระสูตรสำหรับท่องจำ