◀

มรณานุสติกัมมัฏฐาน

วิสุทธิมรรค · บท ๐๖๙ · แหล่งที่มา

ปริจเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ

๑. มรณานุสสติกถา


[๑๖๗] บัดนี้ ถึงวาระแสดงการเจริญมรณสติต่อจากเทวดานุสสตินี้ไป ในมรณสตินั้น คำว่า มรณะ ได้แก่ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ที่เนื่องอยู่ในภพอันเดียว ก็ สมุจเฉทมรณะ กล่าวคือความขาดสูญแห่งวัฏฏทุกข์ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ขณิกมรณะ กล่าวคือความแตกดับชั่วขณะแห่งสังขารทั้งหลาย และสมมติมรณะ ได้ในคำว่าต้นไม้ตาย โลหะตาย ดังนี้เป็นต้น มรณะทั้ง ๓ อย่างนั้น ไม่ประสงค์เอาในมรณสตินี้

ก็แหละ มรณะที่ประสงค์เอานั้นมี ๒ อย่างคือ กาลมรณะ ๑ อกาลมรณะ ๑ ในมรณะ ๒ อย่างนั้น กาลมรณะ ย่อมมีด้วยการสิ้นบุญ หรือการสิ้นอายุ หรือด้วยการสิ้นทั้ง ๒ อย่าง อกาลมรณะ ย่อมมีด้วยอำนาจกรรมที่เขาตัดรอนกรรม

ในมรณะเหล่านั้นก็มรณะใดแม้เมื่อความพร้อมมูลแห่งปัจจัย ที่เป็นเหตุสืบต่ออายุยังมีอยู่ ก็ย่อมมีได้ เพราะความที่กรรมอันเป็นเหตุต่อปฏิสนธิมีวิบากสุกงอมสิ้นเชิงแล้ว นี้ชื่อว่ามรณะด้วยการสิ้นบุญ มรณะใดย่อมมีด้วยการสิ้นอายุซึ่งมี ๑๐๐ ปี เป็นกำหนดเหมือนอายุของคนทุกวันนี้ เพราะไม่มีสมบัติคือ คติ, กาล และอาหารเป็นต้น นี้ชื่อว่ามรณะด้วยการสิ้นอายุ ส่วนมรณะใดย่อมมีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีสันดาน อันกรรมที่สามารถจะให้เคลื่อนจากฐานในทันทีเข้ามาตัดรอน เหมือนอย่างทุสิมารและกลาพุราชเป็นต้น หรือย่อมมีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีสันดานขาดไปด้วยความพยายาม มีการนำศัสตรามา (ประหาร) เป็นต้น ด้วยอำนาจกรรมปางก่อน นี้ชื่อว่าอกาลมรณะ มรณะทั้งหมดนั้น สงเคราะห์ด้วยความขาดแห่งชีวิตินทรีย์

การระลึกถึงมรณะ กล่าวคือ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า มรณสติ

[๑๖๘] อันพระโยคาวจรผู้ประสงค์จะเจริญมรณสตินั้น ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ พึงให้มนสิการเป็นไปโดยแยบคายว่า มรณะจักมี ชีวิตินทรีย์จักขาด หรือว่า ตาย ตาย ดังนี้ เพราะว่าเมื่อพระโยคาวจรยังมนสิการให้เป็นไปโดยไม่แยบคาย เวลาระลึกถึงความตายของคนที่ชอบกันจะเกิดความโศกเศร้า ดุจเวลามารดาผู้บังเกิดเกล้าระลึกถึงความตายของบุตรที่รักฉะนั้น เวลาที่ระลึกถึงความตายของคนที่ไม่ชอบกันจะเกิดความปราโมทย์ ดุจคนมีเวรกันระลึกถึงความตายของคนที่มีเวรกันฉะนั้น เวลาระลึกถึงความตายของคนที่เป็นกลาง ๆ จะไม่เกิดความสลดใจดุจสัปเหร่อเห็นซากคนตายฉะนั้น เวลาระลึกถึงความตายของตนจะเกิดความสะดุ้งหวาดกลัว ดุจคนที่มีชาติขลาดเพราะเห็นเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบฉะนั้น

ความเกิดขึ้นแห่งความโศกเป็นต้นแม้ทั้งหมดนั้น ย่อมมีแก่ผู้ปราศจากสติ, ความสังเวช และญาณ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรเห็นสัตว์ที่ถูกฆ่าตาย และตายเองในที่นั้น ๆ แล้ว พึงพิจารณาถึงความตายของหมู่สัตว์ที่ตายไป ซึ่งมีสมบัติที่ตนเคยเห็นมา ประกอบสติ, ความสังเวช และญาณ แล้วยังมนสิการให้เป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า มรณ์ ภวิสุสติ ความตายจักมี ดังนี้ ด้วยว่า พระโยคาวจรเมื่อให้มนสิการเป็นไปอย่างนั้น ชื่อว่าให้เป็นไปโดยแยบคาย อธิบายว่าให้เป็นไปโดยอุบาย จริงอยู่ สำหรับพระโยคาวจรบางพวกที่ยังมนสิการ ให้เป็นไปอยู่อย่างนั้นนั่นแล นิวรณกิเลสทั้งหลายย่อมระงับลง สติมีมรณะเป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น กัมมัฏฐานขึ้นถึงอุปจารฌานทีเดียวก็เป็นได้

[๑๖๙] ส่วนพระโยคาวจรผู้ไม่มีกัมมัฏฐานถึงอุปจารฌาน ด้วยอาการเพียงเท่านี้ พึงระลึกถึงความตายโดยอาการ ๘ อย่างเหล่านี้ คือ :
๑. โดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต
๒. โดยวิบัติจากสมบัติ
๓. โดยนำมาเปรียบเทียบ
๔. โดยเป็นกายสาธารณะแก่หมู่หนอนจำนวนมาก
๕. โดยอายุทุพลภาพ
๖. โดยไม่มีเครื่องหมาย
๗. โดยมีกำหนดระยะกาล
๘. โดยมีขณะเล็กน้อย

๑. อธิบายโดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธกปจจุปฏธานโต แปลว่า โดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต พระโยคาวจรพึงระลึกว่า เปรียบเหมือนเพชฌฆาตคิดจะตัดศีรษะผู้นี้ ฉวยดาบจ่ออยู่ที่คอยืนประชิดตัวอยู่ฉันใด แม้ความตายก็ปรากฏเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุไร ? เพราะมาพร้อมกับความเกิดและเพราะเป็นเครื่องบั่นทอนชีวิต อุปมาเหมือนดอกเห็ดหัวงูตูม ๆ ย่อมดันเอาฝุ่นติดหัวขึ้นมาพร้อมฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมพาเอาความแก่และความตายมาเกิดด้วย จริงอย่างนั้น ปฏิสนธิจิตของสัตว์เหล่านั้น ก็ถึงความแก่ถัดแต่เกิดขึ้นมาทีเดียว แล้วก็แตกดับไปพร้อมกับด้วยขันธ์อันเป็นตัวประกอบ ดังศิลาตกจากยอดเขาแตกกระจายไปฉะนั้น

ความตายที่มีประจำทุกขณะดังกล่าวมาฉะนี้ อันดับแรกมาพร้อมกับความเกิด แต่เพราะสัตว์เกิดมาแล้วต้องตายเป็นเที่ยงแท้ แม้ความตายที่ประสงค์เอาในมรณสตินี้ ก็จัดว่ามาพร้อมกับความเกิด เพราะเหตุนั้น สัตว์นี้ตั้งแต่เวลาที่เกิดมา ก็เดินบ่ายหน้าต่อความตาย มิได้หวนกลับมาเลยแม้สักน้อยเดียว เปรียบดังพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาแล้ว ก็โคจรบ่ายหน้าต่อที่ตกไปท่าเดียว มิได้กลับมาหาที่ ๆ โคจรไปแล้วนั้น ๆ แม้สักน้อยหนึ่ง หรือมิฉะนั้น เปรียบเหมือนสายน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลลงจากภูเขามีกระแสเชี่ยว มีปกติพัดเอาสิ่งพอที่จะพัดไปได้ ย่อมไหลรุดไปท่าเดียว มิได้หวนกลับแม้สักน้อยหนึ่ง ฉะนั้น

ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :

“สัตว์อยู่ในครรภ์เพียงคืนเดียวซึ่งเป็นคืนแรก ย่อมบ่ายหน้าไป (สู่ความตาย) เหมือนเมฆฝนตั้งขึ้นแล้ว ก็ย่อมเคลื่อนไปเรื่อยไป ไม่หวนกลับมา”

“วันและคืนล่วงไป ชีวิตพลอยดับไปด้วย อายุของสัตว์ค่อยสิ้นไป ดังน้ำแห่งแม่น้ำน้อยค่อยแห้งไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความตายเป็นเที่ยงแท้แน่นอน ดุจผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความหล่นในเวลาเช้า ฉะนั้น อนึ่ง เหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกอย่างล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็น ฉันนั้น หยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นไปก็ตกไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายก็เป็น ฉันนั้น คุณแม่จ๋า คุณแม่อย่าห้ามผมเลย ความตายมาพร้อมกับความเกิด ประดุจเพชฌฆาตที่เงื้อดาบ ด้วยประการฉะนี้”

อนึ่ง ความตายนี้นั้นย่อมคร่าเอาชีวิตถ่ายเดียว ครั้นคร่าเอาไปแล้วก็มิได้ปล่อยให้กลับคืนมา ดังเพชฌฆาตกวัดแกว่งดาบอยู่ที่คอฉะนั้น เพราะเหตุนั้น แม้ความตายจึงชื่อว่าปรากฏดังเพชฌฆาตเงื้อดาบ เพราะมาพร้อมกับความเกิดและเพราะคร่าชีวิตไป ดังนี้แล พระโยคาวจรพึงระลึกถึงความตาย โดยปรากฏดังเพชฌฆาต ด้วยประการฉะนี้

๒. อธิบายโดยวิบัติจากสมบัติ

[๑๗๐] คำว่า โดยวิบัติจากสมบัติ มีอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าสมบัติในโลกนี้ย่อมงดงามอยู่ได้ชั่วเวลาที่วิบัติยังไม่ครอบงำ แต่ขึ้นชื่อว่าสมบัติจะถึงพ้นความวิบัติ ดำรงอยู่ได้หามีไม่ จริงอย่างนั้น

“แม้พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น ทรงสละพระราชทรัพย์ตั้งร้อยโกฏิ ทรงเป็นผู้มีความสุขในบั้นปลาย ถึงความเป็นใหญ่แห่งวัตถุเพียงผลมะขามป้อมครึ่งผลด้วยทั้งเรือนร่างนั่นแล แม้เมื่อท้าวเธอทรงสิ้นบุญแล้ว พระองค์ก็ทรงบ่ายพระพักตร์ต่อมรณะ ก็ต้องมาถึงซึ่งความโศกเศร้า”

อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีโรคแม้ทั้งหมดมีความเจ็บไข้เป็นที่สุด ความเป็นหนุ่มทั้งหมดมีความแก่เป็นที่สุด ชีวิตทั้งหมดมีความตายเป็นที่สุด โลกสันนิวาสทั้งหมดนั่นแลถูกชาติติดตาม ถูกชราไล่ตาม ถูกพยาธิครอบงำ ถูกมรณะดักสังหาร เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :
“ภูเขาใหญ่อันล้วนแล้วด้วยหินสูงจรดฟ้า กลิ้งบดมาทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ แม้ฉันใด ความแก่และความตายก็ฉันนั้น ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลาย คือพวกกษัตริย์ พวกพราหมณ์ พวกแพศย์ พวกศูทร พวกคนจัณฑาลและพวกปุกกุสะ ไม่เว้นใคร ๆ ย่อมย่ำยีทั่วไปทั้งหมดเลย ณ ที่นั้น พื้นที่สำหรับพลช้างก็ไม่มี สำหรับพลม้าก็ไม่มี สำหรับพลรถก็ไม่มี สำหรับพลเดินเท้าก็ไม่มี และใคร ๆ ไม่อาจชนะได้ด้วยมนต์หรือด้วยทรัพย์”
วิบัติคือความตาย เป็นที่สุดแห่งสมบัติคือชีวิต พระโยคาวจรเมื่อจะกำหนดถึงภาวะที่ชีวิตมีความตายเป็นที่สุดนั้น พึงระลึกถึงความตายโดยอาการวิบัติแห่งสมบัติ ด้วยประการฉะนี้

๓. อธิบายโดยนำมาเปรียบเทียบ

[๑๗๑] คำว่า โดยนำมาเปรียบเทียบ ความว่า โดยนำเข้ามาเปรียบเทียบกับตนพร้อมทั้งคนอื่น ๆ ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ พระโยคาวจรพึงระลึกถึงความตาย โดยเปรียบเทียบกับอาการ ๗ อย่างคือ
๑. โดยความเป็นผู้มียศใหญ่
๒. โดยความเป็นผู้มีบุญมาก
๓. โดยความเป็นผู้มีกำลังมาก
๔. โดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
๕. โดยความเป็นผู้มีปัญญามาก
๖. โดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
๗. โดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

(๑) อธิบายโดยความเป็นผู้มียศใหญ่

ถามว่า พึงเปรียบเทียบอย่างไร? แก้ว่า พึงเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า ความตายนี้ตกต้องอย่างไม่ขวยเขินเบื้องบน แม้แห่งท่านผู้มียศใหญ่คือมีบริวารมาก มีทรัพย์และพาหนะพรั่งพร้อม แม้กระทั่งท้าวมหาสมมต พระเจ้ามันธาตุ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ และพระเจ้าทัฬหเนมิ ก็เหตุไฉนเล่า ความตายจึงจักไม่ตกต้อง ณ เบื้องบนแห่งเรา ท่านผู้มียศใหญ่ทั้งหลายเป็นท้าวพญาผู้ประเสริฐ เช่น ท้าวมหาสมมตเป็นต้น แม้ท่านเหล่านั้นยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มียศใหญ่ ดังว่ามานี้เป็นอันดับแรก

(๒) อธิบายโดยความเป็นผู้มีบุญมาก

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีบุญมากอย่างไร ? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีบุญมากอย่างนี้ว่า เศรษฐีเหล่านี้คือ โชติกเศรษฐี ชฎิลเศรษฐี อุคคเศรษฐี เมณฑกเศรษฐี ปุณณกเศรษฐี และเศรษฐีอื่น ๆ ที่ลือกระฉ่อนว่าเป็นผู้มีบุญมากในโลก ท่านเหล่านั้นทั้งหมด ยังถึงซึ่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยถึงคนทั้งหลายเช่นเราเล่า

(๓) อธิบายโดยความเป็นผู้มีกำลังมาก

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีกำลังมากอย่างไร? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีกำลังมากอย่างนี้ว่า พระวาสุเทพ พระพลเทพ พระภีมเสน พระยุธิฏฐิละ แม้นักมวยปล้ำใหญ่ชื่อว่าจานุระ ก็ไปแล้วสู่อำนาจแห่งความตาย แต่ท่านเหล่านั้นผู้ลือกระฉ่อนโลกว่าเป็นผู้มีกำลังมาก ถึงอย่างนี้ทุกท่านก็ถึงซึ่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า

(๔) อธิบายโดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก

พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างไร ? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ว่า พระอัครสาวกที่สองเป็นผู้ประเสริฐกว่าบรรดาท่านผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย ได้ยังเวชยันต์ปราสาทให้หวั่นไหว ด้วยอวัยวะเพียงนิ้วหัวแม่เท้า แม้ท่านก็ยังเข้าปากของความตายอันน่าสะพึงกลัว ไปพร้อมด้วยฤทธิ์ทั้งหลาย เสมือนมฤคเข้าสู่ปากแห่งราชสีห์